RSS

การพัฒนาการร้อยกรองไทยในปัจจุบัน

 

จุดประสงค์
1. เพื่อให้นักเรียนเข้าใจและอธิบายพัฒนาการร้อยกรองไทยในปัจจุบันได้

1.      ยุคแห่งการเริ่มต้น(พ.ศ.2470 – 2490)

ในช่วงนี้กวีได้รับอิทธิพลทางด้านแนวคิด  และรูปแบบของร้อยกรองตะวันตก  ผลงานร้อยกรองสั้นๆเริ่มปรากฏมากขึ้น  กวีที่สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เริ่มสร้าง  ผลงานแนวใหม่คือ  ครูเทพ  เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี  ในด้านรูปแบบมีทั้งฉันท์  โคลง  กาพย์  กลอนที่น่าสนใจ  ครูเทพ  ได้ริเริ่มเอารูปแบบเพลงพื้นบ้านมาเขียนร้อยกรองอย่างงดงาม  ในด้านเนื้อหาเป็นการวิพากษ์วิจารณ์สังคม  เศรษฐกิจ  การเมือง  ฯลฯ

วิสัยเด็กเปรียบได้กับไม้อ่อน                ที่ดัดร้อนรนไฟนั้นไม้คร่ำ
ดัดเย็นได้ไฉนจักไม่ทำ                                            ดัดด้วยน้ำรักกระด้างอ่อนดังใจ
เก็บไม้เรียวห่อไว้ตู้เหล็ก                       สำหรับเด็กเกกมะเหรกและเหลือขอ
ทารกอ่อนเยาว์ไวใช้ลูกยอ                                       แล้วหุ้มห่อด้วยรักจักมีชัย

ในยุคสมัยเดียวกันนี้  นอกจากมี ครูเทพ แล้วยังมีกวีที่น่าสนใจอีก  เช่น น.ม.ส.  และ  นายชิต  บุรทัต  ซึ่งกวีทั้งสองท่านนี้ยังเคร่งครัดฉันทลักษณ์ตามแบบโบราณอยู่

2.      ยุคศิลปะเพื่อศิลปะเข้าสู่ศิลปะเพื่อชีวิต(พ.ศ.2490 – 2500)

หลังยุคสงครามมหาบูรพาบรรยากาศร้อยกรองไทยมีชีวิตชีวาขึ้น  แนวคิดศิลปะเพื่อศิลปะ  เป็นแนวคิดเชิงเสรีนิยมจัดเป็นงานร้อยกรองเพื่อชีวิต  โดยเฉพาะชีวิตของประชาชนผู้ทุกข์ยากขมขื่น  กวีกลุ่มนี้ได้แก่  นายผี(อัศนี  พลจันทร์)  เป็นผู้ปูเส้นทางและบุกเบิกทางด้วยผลงานที่มีคุณภาพ  และมีอิทธิพลต่อกวียุคหลัง  นอกจาก นายผี  ยังมีเปลื้อง  วรรณศรี  ทวีปวร , จิตร  ภูมิศักดิ์  ฯลฯ  เช่น

เปิบข้าวทุกคราวคำ                                   จงสูจำเป็นอาจิณ
เหงื่อกูที่สูกิน                                                                 จึงก่อเกิดมาเป็นคน
ข้าวนี้นะมีรส                                                                  ให้ชนชิมทุกชั้นชน
เบื้องหลังสิทุกข์ทน                                                      และขมขื่นจนเขียวคาว
จากแรงมาเป็นรวง                                                        ระยะทางนั้นเหยียดยาว
จากรวงเป็นพราว                                                          ล้วนทุกข์ยากลำบากเข็ญ

3.      ยุคแห่งความเพ้อฝัน(พ.ศ. 2501 – 2506)

หลังจากการปฏิวัติของ  จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์  เมื่อปี  พ.ศ. 2501  นักเขียนส่วนใหญ่ถูกจับกุม  มีผลทำให้วรรณศิลป์เปลี่ยนแปลงไปสู่แนวเฟ้อฝัน  และสะท้อนสังคมด้วยวิธีนุ่มนวล  ไม่ก้าวร้าว  งานร้อยกรองส่วนใหญ่มุ่งแสดงอารมณ์ส่วนตัวเป็นกลอนรักตักพ้อต่อว่าระหว่างหนุ่มสาวเป็นส่วนใหญ่  นักกลอนส่วนใหญ่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย  เช่น  ประยอม  ซองทอง , เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์ , นภาลัย  สุวรรณธาดา  ฯลฯ  เช่น

อย่านะอย่าหวั่นไหวใจห้ามขาด                     ใจตวาดแล้วใจใยผวา
ตาร้องไห้ใจก็ตามไปห้ามตา                                    สมน้ำหน้าหัวใจร้องไห้เอง

4.      ยุคแห่งการแสวงหา(พ.ศ. 2506 – 2510)

เมื่อพ้นสมัยจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์ไปแล้ว  การแสวงหารูปแบบ  และความคิดใหม่ๆเกิดขึ้น  ลักษณะร้อยกรองในช่วงนี้  แบ่งออกเป็นหลายแนวดังนี้
–          กลุ่มสืบทอดแนวเพ้อฝันหรือแสดงอารมณ์ส่วนตัว  เป็นเนื้อหาแนวรักๆใคร่ๆมีนักกลอนใหม่ๆเกิดขึ้น  เช่น  วาณิช  จรุงกิจอนันท์  เนาวรัตน์  วงศ์ไพบูลย์  ฯลฯ

–          กลุ่มสะท้อนชีวิตสังคมรุ่นใหม่  กลุ้มนี้ได้พัฒนาเนื้อหาสะท้อนสังคม  และแสดงความรู้สึกที่อึดอัด  ต่อบรรยากาศทางการเมือง  ได้แก่  สุรศักดิ์  ศรีประพันธ์  ธารี(อดุล  จันทรศักดิ์) ฯลฯ  เช่น

                    ฆาตกรนิรนามสงครามเถื่อน              เพื่อนกับเพื่อนก็ยังฆ่ากันได้
ชนะละทิ้งคุณธรรมประจำใจ                                  เพียงเพื่อใช้นามว่า  วีรชน

–          กลุ่มปลดแอกฉันทลักษณ์  นักกลอนกลุ่มนี้จักได้ว่าเป็นผู้แหวกแนวฉันทลักษณ์  อังคาร  กัลยาณพงศ์  จัดเป็นกวีที่ไม่ใส่ใจในรูปแบบ  การเรียงร้อยถ้อยคำนั้นเป็นเลิศด้านความคิดล้ำลึก  คำที่สรรใช้  คม  ขลัง  ให้ความรู้สึกที่ศักดิ์สิทธิ์  สง่างาม  มีลีลาแปลกไปจากอื่นๆ  เช่น

วักทะเลเทใส่จาน                                 รับประทานกับข้าวขาว
เอื้อมเก็บบางดวงดาว                                             ไว้คลุกเคล้าซาวเกลือกิน
ดูปูหอยเริงระบำ                                                        เต้นรำทำเพลงวังเวงสิ้น
กิ้งก่ากิ้งกือบิน                                                           ไปกินตะวันและจันทร์

5.      ยุคศิลปะเพื่อมวลชน(14 ตุลาคม 2516 – 6 ตุลาคม 2519)

จากเหตุการณ์นองเลือด  เมื่อ 14 ตุลาคม 2516  ทำให้บรรยากาศทางการเมืองเปลี่ยนไป  นับจากเหตุการณ์มหาวิปโยคมักนักเขียนหลายคนได้บันทึกถึง  เรื่องราวและสดุดีวีรชนที่เสียชีวิตอย่างมากมาย  ด้วยอารมณ์ที่สะเทือนใจ  เช่น

ใบไม้มีรอยพรุนกระสุนศึก                 ในน้ำลึกมีร่องโลหิตฉาน
เสียงลึกลับขับร้องฟ้องร้องพยาน                      และเนิ่นนานนับแต่นั้นฉันสุดทน

6.      ยุคพฤษภาทมิฬ(หลัง 4 – 20 พฤษภาคม  2535 –  ปัจจุบัน)

บรรยากาศร้อยกรองไทย  ในช่วงพฤษภาเลือดเกิดเหตุวิกฤตทางการเมือง  เมื่อผู้นำรัฐบาล  พลเอกสุจิดา  คราประยูร  โดยขับไล่  ทหารลุยฆ่าประชาชน  พลังผู้ต่อต้าน  และเรียกร้องประชาธิปไตย  บทร้อยกรองในช่วงนี้สะท้อนความเจ็บปวดร้าวลึกผนึกด้วยหยาดเลือด  และหยาดน้ำตาแผ่นดิน  ดั่งตัวอย่าง  เช่น

ออกจากบ้านตั้งนานไม่ถึงบ้าน               มาล้มร่างกลางลานข้างถนน
แค่ยืนดูเขาก็สาดกราดปืนกล                            ต้องจำนนไปอย่างนี้อีกไม่นาน
เหลือวิญญาณออกจากบ้านไม่ถึงเหย้า           เหลือแต่คำบอกเล่าถึงลูกหลาน
ว่าหลังเพ็ญวิสาข์ฆ่ากันบาน                              เจ้าของบ้านออกจากบ้านแล้วถูกยิง

 

4 responses to “การพัฒนาการร้อยกรองไทยในปัจจุบัน

  1. kruozone

    กรกฎาคม 16, 2013 at 9:44 pm

    มอหก คงจะชอบ มากๆ เลยคับพี่ ขอบคุณสำหรับสื่อดีๆ นะคับ

     
    • ruangrat

      กรกฎาคม 16, 2013 at 9:47 pm

      เข้าไปเล่นสื่อ กาพย์พระไชยสุริยา ที่เป็นลิงค์ด้านข้าง สิ ตรงสื่อ ICT อ่ะ

       
  2. kruozone

    กรกฎาคม 16, 2013 at 9:46 pm

    เป็นสื่อที่ผมไปประยุกต์ ช่วยสอน วิชาภาษาไทยเพิ่มเติมได้ด้วย ดีจริงๆ คับ

     
    • ruangrat

      กรกฎาคม 16, 2013 at 9:48 pm

      สอนเด็กได้เลยจ้า เนื้อหาเดียวกับในหนังสือ การแต่งคำประพันธ์

       

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: