RSS

วิวัฒนาการร้อยกรองไทย

จุดประสงค์
1. เพื่อให้นักเรียนเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงบทร้อยกรองไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

ร้อยกรองสมัยสุโขทัย 

1.      การปรากฏของร้อยกรองสมัยสุโขทัย

                   การปรากฏข้อความในศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงการละเล่นในสมัยนั้นว่า ” …เสียงพาทย์  เสียงพิณ  เสียงเลื่อน  เสียงขับ  ใครจักมักเล่น  เล่น  ใครจักมักหัว  หัว  ใครจักมักเลื่อน  เลื่อน..”  ในสมัยสุโขทัยนี้มีการขับอยู่แล้วและถ้อยคำที่นำมาขับนั้นย่อมมีรูปแบบเฉพาะ  หรือไม่มีรูปแบบ  แต่อาศัยจังหวะการเอื้อนทอดเสียงให้ไพเราะ  มีสัมผัสคล้องจองกันตามแบบฉบับร้อยกรองไทย  ซึ่งก่อนหน้านั้นมีเพลงพื้นบ้าน  ทำนองต่างๆเกิดขึ้นมาก่อนก็ได้  แสดงว่าร้อยกรองของไทยเกิดขึ้นแล้วก่อนสมัยสุโขทัย

2.      รูปแบบของร้อยกรองสมัยสุโขทัย

                   จะมีรูปแบบคำประพันธ์ที่ไม่ชัดเชน  แต่จะมีบางวรรคที่ร้อยสัมผัสในลักษณะร้อยกรอง  เช่น  …เมืองสุโขทัยนี้ดี  ในน้ำมีปลา  ในนามีข้าว…  หรือออกมาในรูปของการเล่นคำซ้ำ  เช่น …เบื้องตะวันออกเมืองสุโขทัยนี้  มีพิหาร  มีปู่ครู  มีทะเลหลวง  มีป่าหมากป่าพลู  มีไร่มีนา…  เพราะฉะนั้นจึงน่าจะสรุปได้ว่าร้อยกรองที่ปรากฏในสมัยโบราณและสมัยสุโขทัยนั้นยังไม่มีรูปแบบที่แน่นอน  แต่ก็ถือได้ว่ามีคำร้อยกรองของไทยเกิดขึ้น  และถ่ายทอดกันในรูปแบบของเพลงพื้นบ้าน

3.ร้อยกรองสมัยกรุงศรีอยุธยา

1.      การปรากฏของร้อยกรองสมัยกรุงศรีอยุธยา

                   ร้อยกรองสมัยนี้จะปรากฏในวรรณคดีเป็นส่วนมาก  แต่สูญไปบ้างในระหว่างสงครามก็ได้  ซึ่งยังพอมีหลักฐานในการร้อยกรองในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็น 2 ระยะ  ได้แก่
                      1.1 สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น(พ.ศ.1893 – 2171)  ปรากฏร้อยกรอง  ดังนี้

  • ลิลิต  คือ  บทร้อยกรองที่ใช้โคลงและร่ายแต่งปะปนกัน  เช่น  ลิลิตโองการแช่งน้ำ  ลิลิตยวนพ่าย
  • โคลง  นิยมแต่งเป็นโคลงดั้น  เช่น  ลิลิตยวนพ่าย  มหาชาติคำหลวง  ส่วนโคลงสุภาพมีในมหาชาติคำหลวงและลิลิตพระลอ
  • ฉันท์  ปะปนในมหาชาติคำหลวงหลายบท
  • กาพย์  เช่นเดียวกับฉันท์  

                            1.2  สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย(พ.ศ.2171 – 2310)

                   ปรากฏร้อยกรองทุกประเภท  ดังนี้

  • โคลง  นิยมมากในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  เช่น  โคลงพาลีสอนน้อง โคลงทศรถสอนพระราม  กาพย์ห่อโคลงของพระศรีมโหสถ
  • ฉันท์  ใช้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ได้แก่  สมุทรโฆษคำฉันท์  อนิรุทธ์คำฉันท์  คำฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้าง  เป็นต้น
  • กาพย์  นอกจากนิยมแต่งกับฉันท์แล้ว  ยังนิยมแต่งเป็นกาพย์ห่อโคลง  กาพย์เห่เรือ  ซึ่งเป็นลักษณะของการแต่งโคลงปนกาพย์  ปรากฏในกาพย์ห่อโคลงเรื่องต่างๆ  กาพย์ห่อโคลงประพาสทองแดง  กาพย์เห่เรือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร  เป็นต้น
  • กลอน  ปรากฏในรูปของกลอนเพลงยาวต่างๆ  เช่น  เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา  เพลงยาวเจ้าฟ้ากุ้ง  บทละครครั้งกรุงเก่า  เป็นต้น
  • ร่ายและลิลิต  มีแต่คำประพันธ์ประเภทร่ายยาว  ที่ปรากฏในนันดทปนันทสูตรคำหลวงและร่ายโบราณในพระมาลัยคำหลวงเท่านั้น
  • กลบท  ในกลบทสิริวิบุลกิติ์และจินดามณี

2.      รูปแบบ

                   มิได้เคร่งครัดในฉันทลักษณ์เท่าใดนัก  แต่จะเน้นจังหวะและเสียงเป็นสำคัญจึงต้องสังเกตจากสำนวนและการแบ่งวรรคตอน  เช่น

                   นกหกต่างรวงรัง                                       และประนังบังเหิรโหย

พากันกระสันโบย                                                         บัตรเรียกมารังเรียง

(สมุทรโฆษคำฉันท์)

                   จะเห็นได้ว่าในคำบังคับของฉันท์นั้น  กวีถือเสียงเป็นสำคัญ  จึงต้องสังเกตโดยมิได้คำนึงถึงรูปฉันทลักษณ์เท่าใดนัก  แต่ทั้งนี้คำที่อยู่ในลหุจะอ่านเป็นเสียงเบาทั้งสิ้น

4.ร้อยกรองสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินตอนต้น

        1.      การปรากฏของร้อยกรอง 

                   ในสมัยนี้ร้อยกรองไทยมีปรากฏในวรรณคดีต่างๆ  เช่นเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยา  แยกประเภทได้  ดังนี้

  • โคลง  มีแทรกอยู่ในลิลิตต่างๆ  เช่นลิลิตเพชรมงกุฎ  ลิลิตตะเลงพ่าย  หรือลักษณะที่เป็นโคลงล้วน  เช่น  โคลงนิราศนรินทร์  นิราศสุพรรณและโคลงโลกนิติ  เป็นต้น
  • ฉันท์  เช่น  อิเหนาคำฉันท์  กฤษณาสอนน้องคำฉันท์  สมุทรโฆษคำฉันท์ตอนปลาย  และมีตำราการแต่งฉันท์ขึ้นมาเป็นครั้งแรก
  • กาพย์  มีปรากฏแทรกอยู่ในคำฉันท์สมัยกรุงธนบุรีบ้าง  ส่วนสมัยรัตนโกสินทร์  ก็มีกาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน  กาพย์พระไชยสุริยา  เป็นต้น
  • กลอน  ได้รับความนิยมสูงสุดมีทั้งที่แต่งเป็นนิทานคำกลอนและบทละคร  เช่น  รามเกียรติ์พระเจ้ากรุงธนบุรี  รามเกียรติ์รัชกาลที่ 1  บทละครเรื่องอิเหนา  เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน  พระอภัยมณี  กลอนนิราศต่างๆ
  • ร่ายและลิลิต  เช่น  ลิลิตเพชรมงกุฎ  ลิลิตตะเลงพ่าย
  •  กลบท  ปรากฏมากในประชุมจารึกวัดพระเชตุพน  และปรากฏเป็นบางส่วนในกาพย์พระไชยสุริยา

       2.      รูปแบบ

                   จะเป็นไปตามบทบัญญัติและลักษณะบังคับโดยเคร่งครัดทุกชนิด  เช่น

  • โคลง  ถือตามแบบฉบับของลิลิตพระลอว่าเป็นแบบที่ถูกต้อง  โดยมีการอนุโลมให้ใช้คำตาย  คำเอกโทษและโทโทษได้
  • ฉันท์  มีการแต่งตำราฉันท์มาตราพฤติและวรรพฤติของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส  โดยคำฉันท์แต่ละชนิดได้กำหนดคณะให้เป็นรูปแบบได้
  • กาพย์  มีการพลิกแพลงหรือดัดแปลงให้เป็นกาพย์กลอนที่มีลีลาที่แพรวพราวไปบ้าง  เพิ่มสัมผัสระหว่างวรรคมากขึ้น
  • กลอน  รูปแบบของกลอนสุนทรภู่ที่มีรูปแบบสวยงามและมีลีลาไพเราะที่สุด
  • ร่ายและลิลิต  เจ้าพระยาพระคลัง(หน)  ได้กำหนดรูปแบบของลิลิตขึ้นใหม่ในลิลิตพระมงกุฎ  ซึ่งก็ยึดถือตามกันมา
  • กลบทและคำประพันธ์รูปแบบใหม่  ได้มีการคิดรูปแบบกลบทและคำประพันธ์รูปแบบใหม่ขึ้นหลายชิ้น  มีการฟื้นฟูเพลงพื้นบ้านและการละเล่นต่างๆมากมาย
  • คำสร้อย  คือ  คำที่เติมท้ายวรรคเพื่อเอื้อนเสียงให้ไพเราะ  เพิ่มความสมบูรณ์ของข้อความ  ใช้ในโคลงและร่าย  ได้แก่คำว่า  พี่เอย  สูงเอย  นาพ่อ  น้องนอ  หนึ่งรา  ก็ดี  ฤๅแม่  ฤๅพ่อ เป็นต้น
 

2 responses to “วิวัฒนาการร้อยกรองไทย

  1. BEAM

    กรกฎาคม 16, 2013 at 9:31 pm

    เนื้อหา วิวัฒนาการร้อยกรองไทย ดีมากเลยครับ กำลังต้องการที่มันสรุปให้ พอต้องสรุปส่งครู เนื้อหาดีมากมาย ขอบคุณมากครับ

     
  2. kruozone

    กรกฎาคม 16, 2013 at 10:00 pm

    เนื้อหานี้ เอาไปใช้ สอน วิชาไทยเพิ่มเติมได้เลยนะเนี่ยคับ ขอยืมไปใช้หน่อยนะคับ พี่

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: