RSS

นิราศนรินทร์ 3

๗๕. แลระบัดลาดท่งท้อง….ทิวพฤกษ์
มลักเห็นหมู่มฤค……………ครุ่นคร้าม
หวังหาคู่แนบนึก……………นุชนาฎ เรียมเอย
คิดเมื่อมาสมรห้าม…………พี่ห้ามหวงโฉม 

บาท ๑…แลเห็นทิวไม้ และท้องทุ่งลาดลงไป ใบไม้ก็กำลังแตกผลิ
บาท ๒…แลเห็นหมู่พวกเนื้อทราย ที่มีอาการคร้ามกลัวภัย (คำ ครุ่นคร้าม ในบทนี้ อะไรเป็นประธาน จะว่า นายนรินทร ก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะพวกเนื้อนั้นไม่เป็นสัตว์น่ากลัว)
บาท ๓…บาทนี้ก็สงสัยว่าอะไรเป็นประธานของกริยา “หวังหาคู่” จะเป็น นายนรินทร หรือ มฤค ขอสันนิษฐานว่า ประธานคือ นายนรินทร เมื่อนายนรินทรเห็นพวกเนื้อ (ซึ่งอยู่เป็นคู่ๆ) ก็นึกถึงคู่ของตน คือ เมีย

๗๖.นางทรายจามเรศรู้……รักขน
คือนุชสงวนงามตน………..แต่น้อย
ตายองตอบตายล………….ยวนเนตร นางเอย
โฉมแม่บาดตาย้อย………..อยู่พู้นฉันใด

ความเปรียบเทียบในบทนี้ดี
บาท ๑ – ๒….ความที่นางทรายรู้จักรักขนของมันนั้น ก็เหมือนสตรีสงวนความดีงามของตนมาตั้งแต่เยาว์วัย (กล่าวกันว่า…นางทรายนั้นเวลาวิ่งไปทางไหน ถ้าขนของมันไปติดอะไร จะไม่ยอมกระชากขนของตัวเองจะต้องพยายามปลดขนของมันออก แม้จะมีศัตรูติดตามมา ก็ไม่ยอมให้ขนขาด นางทรายนี้คือตัวจามรี ซึ่งเป็นสัตว์มีขนยาว)
บาท ๓ – บาท ๔….แลเห็นตาของเนื้อยองที่มันมองมา ก็หวนนึกถึงตาของนาง สงสัยว่าน้องผู้มีรูปงามบาดตาและงามหยดย้อยนั้น อยู่ข้างหลังเวลานี้จะเป็นประการใดบ้าง(ตาเนื้อทราย(ยอง) นั้น เขานิยมกันว่างามซึ้ง จึงมีคำเปรียบตาหญิงเหมือนตาเนื้อทราย)

๗๗. ขุนพาฬพยัคฆ์เคล้า…พยัคฆี
สารสู่สาวคชลี……………..แหล่งเหล้น
ปวงสัตว์เพรียกไพรศรี…….สังวาส
สังเวชสมรมาเว้น…………..พี่เว้นวายชม

บทนี้ทำนองสังวาสตลอด กล่าวว่า เสือผู้คู่กับนางเสือ ช้ายพลายคู่ช้างพัง ปวงสัตว์ผู้เมียทั้งหมายก็เคล้าคู่กัน แต่น่าอนาถที่น้องมาเว้นวายจากการเชยชม

ศัพท์…
– พาฬ……….. สัตว์ร้าย
– พยัคฆ์……..เสือตัวผู้
– พยัคฆี……..เสื้อตัวเมีย
– สาร…………ช้าง
– สาวคช…….ช้างพัง
– ลี…………….ลีลา ไป
– เหล้น……….เล่น (ในที่นี้ต้องการโท)
– เพรียก……..มาก ทั่ว เต็ม
– สังวาส……..สํ (ร่วม) + วาส (อยู่) = อยู่ร่วมกัน
– สังเวช………ความสงสาร ความสลดใจ
– สมร…………นาง นางงาม

๗๘. เนื้อเบื้อนาเนกล้ำ……หลายพรรณ
ล่าแหล่งลืมเกลียงวัน……..แวะเว้น
ไพรพฤกษ์เงียบเซียบศัลย์…โศกแม่
แสนสัตว์ซบเซาเร้น………..ช่วยร้อนเรียมตรอม

บทนี้ตรงข้ามกับบทก่อน กล่าวว่าปวงสัตว์พากันเงียบเหงาซบเซา ราวกับจะช่วยร้อนอกร้อนใจแทน (นายนรินทร์)

ศัพท์…
– เบื้อ…………เป็นคำสร้อยของเนื้อ ในที่อื่นหมายความว่าสัตว์ชนิดหนึ่งรูปร่างคล้ายคน แต่ไม่มีสะบ้าหัวเข่า
– นาเนก……..นานา+เอก = มากมาย
– ล่า…………..จากไป ถอยไป
– เกลียง……..หญ้า
– วัน………….วนะ ป่า
– ศัลย์……….หอก หลาว ของมีคม ในที่นี้หมายถึงความทุกข์ ความโศก อาจแปลว่าผ่าตัดก็ได้ เช่นศัลยกรรม

๗๙. ลมลงโลมลาดไม้……กฤษณา
โบกบอกนาสาหา………….กลิ่นต้อง
รอยอรร่ำพัสตรา…………..ตากตรอก ลมฤา
พากลิ่นกลอยมาข้อง………ค่าไม้หอมเหมือน

โคลงบทนี้แสดงความคิดทางกวีงดงามดีมาก คำที่นำมาใช้ก็ดี เช่น ลมลงโลมลาด ซึ่งหมายถึงอาการพัดอย่างเบาๆ ของลม
บาท ๑…ลมพัดผ่านต้นกฤษณา
บาท ๒…พาเอากลิ่นกฤษณามากระทบจมูก
บาท ๓…(ทำให้คิดว่า) ชะรอยนางร่ำผ้าของนาง แล้วตากไว้ให้ถูกลม
บาท ๔…ลมพากลิ่นผ้าของนางมา (ที่คิดดังนี้) เพราะว่ากลิ่นไม้กฤษณานั้น หอมเหมือนกลิ่น (ผ้า) ของนาง

ศัพท์…
– โลม…………ปลอบ แสดงความเอาใจ กอดรัด ในที่นี้ตามภาษากวีก็ว่า ลมกอดไม้กฤษณา คือ พัดมาถูกแต่เบาๆ
– ลาด…………ปู ดาด เดิน ในที่นี้หมายถึงพัดผ่าน
– กฤษณา…….พันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งกลิ่นหอม
– ร่ำพัสตรา…..ร่ำผ้า เป็นวิธีอบผ้าด้วยเครื่องหอม
– กลอย………..กลอยใจ นาง
– ค่า…………..คำนี้แปลได้อย่างอย่าง เช่น ราคา ค่าที่ หรือ อาจเป็น ค่าคบไม้

๘๐. หวนหอมการะเกดเกลี้ยง…เกล้าผม เจ้าฤา
อินทนิลคือแข่งคม…………เนตรแต้ม
นมนางอับอายนม………….นุชนาฎ พี่เอย
ปรางเปล่งเปรียบกึ่งแก้ม….อ่อนช้ำคราวชม

บาท ๑…หอมดอกการะเกด เหมือนกลิ่นผมของนาง
บาท ๒…อินทนิล (ดอกสีม่วงเจือดำ) ราวกับจะแข่งความคมดำแห่งตาของนาง(สงสัยคำว่า แต้ม จะหมายความว่าอย่างไร จะหมายถึงการที่หญิงบางคน เอาสีดำแต้มขอบตาให้แลดูซึ้งหรืออย่างไร)
บาท ๓…ต้นนมนางนั้นต้องอายนมของนางเป็นแน่
บาท ๔…ผลมะปรางสุกนั้น จะเปรียบได้เพียงครึ่งเดียวของแก้มของนาง เมื่อแดงเรื่อ (ช้ำ) คราว (พี่) ชม

ศัพท์…
– เปล่ง……….เปล่งปลั่ง ในที่นี้หมายถึงมะปรางสุก
– อ่อน……….นาง

๘๑. จัมปาจำเปรียบเนื้อ…..นางสวรรค์ กูเอย
ศรีสุมาลัยพรรณ…………..พิศแพ้
ช้องนางคลี่ระส่ายสรร…….สลายเซ่น
คือนุชสนานกายแก้……….เกศแก้วกันไร 

บาท ๑…ถ้าจำเป็นจะต้องเอาดอกจำปาเข้าเปรียบกับเนื้อแห่งนางสวรรค์ของกูในที่นี้ให้สังเกตคำว่า กู ในที่อื่นเรามักจะพบคำว่า ข้า เรียม พี่ คำว่า กู ในที่นี้นายนรินทรไม่ได้ตั้งใจจะใช้พูดกับเมีย แต่พูดกับดอก จำปา
บาท ๒…สีของดอกไม้งาม (ศรีสุมาลัย คือ ดอกจำปา) นั้น ถ้าพิศไปก็แพ้ผิวของนาง
บาท ๓…ต้นช้องนางคลี่ ห้อยย้อยลงมาเป็นสายๆ นั้น
บาท ๔…ก็คล้ายกับที่นางแก้ผมออกและกันไรผม เมื่อเวลานางอาบน้ำ

ศัพท์…
– เซ่น…………เส้น (แต่ตรงนี้ต้องการเอก)
– ระส่าย…….กระจาย
– สลาย……..แตก แยก

๘๒. สาวหยุดหยุดย่างช้า…หวังชัก ชวนแม่
รักใช่รักแรมรัก…………….สุดรู้
นางแย้มจะยลพักตร์………ฤาพบ พานเลย
ซ่อนกลิ่นกลอยซ่อนชู้……ชื่อช้ำใจถวิล 

ตอนนี้พรรณนาสพวกดอกไม้ คาบเกี่ยวไปถึงนาง บ้างก็เทียบในเชิงความหมาย บ้างเทียบในเชิงลักษณะ
บาท ๑…คำไม่สู้ชัดเจนนัก พอเห็นต้นสาวหยุด ก็หยุดเดินอยู่นาน ด้วยหวังชวนนางให้เดินทางมาด้วย
บาท ๒…ต้น (ดอก) รัก (ที่เห็นอยู่นั่น) ก็คือ ความรักของเรา แต่นางจะแรม (สิ้น) รักเสียแล้วหรืออย่างไร ก็สุดที่จะรู้ได้
บาท ๓…(เห็น) ต้นนางแย้ม (อันชื่อว่านางแย้มนั้นชวนให้คิดถึงหน้าของน้อง) แต่จะมองหานางก็ไม่พบเลย
บาท ๔…ต้นซ่อนกลิ่นนี้ชื่อร่วมกับต้นซ่อนชู้ เมื่อนึกถึงคำ ซ่อนชู้ ก็นึกช้ำใจเป็นห่วงอยู่ (ว่านางจะมีชู้ได้)
โคลงบทนี้ เขียนเก็บความไว้ในใจมา คือพูดละไว้ให้ผู้อื่นคิดเอาเอง การถอดจึงเป็นเพียงคาดคะเนเท่านั้น เพราะไม่อาจพิสูจน์โดยทางความหมายของคำ และทางไวยากรณ์ให้ชัดเจนแน่นอนได้

๘๓. ขานางพิศภาคแพ้……พิมพ์เพลา นุชนา
กลกล่อมสองปลีเยาว์……..ยาตรเยื้อง
เล็บนางเล็บนุชเบา…………บอกคึ่ง พี่ฤา
หลงปัดเล็บนางเปลื้อง…….ปลาบเนื้อเรียมขนาง 

บาท ๑…ต้นขานางนั้นมองดูแล้วก็แพ้รูปขาของนาง
บาท ๒…ปลีน่องทั้งสองของนางยามเดินนั้น แลดูกลมกลึง
บาท ๓…(เห็น) ต้นเล็บนาง (ก็ให้นึกถึง) เล็บของน้อง ที่หยิกพี่เบาๆ เมื่อแสดงว่าโกรธพี่
บาท ๔…จึงหลงปัดต้นเล็บนางจนรู้สึกเจ็บมือ ก็ให้นึกอายใจ

ศัพท์…
– พิมพ์……….รูป แบบ
– กล………….เช่น เหมือน
– ปลี…………ปลีน่อง ในที่นี้ใช้แต่ ปลี คำเดียวปรกติ ปลี ใช้ร่วมกับคำอื่นๆ เช่น ปลีกล้วย
– เยาว์……….อ่อน หมายถึง นาง

๘๔. พะยอมคิดเยาวแม่แย้ม…ยินดี
สีเสียดคือทรวงสี…………..เสียดซ้อน
ชิงชันเฉกในที……………..เชิงเกี่ยว กายแม่
หว้าดังวอนนางค้อน………..เคียดแกล้งเป็นกล

บาท ๑…(เห็น) ต้น (ดอก) พะยอม ก็คิดไปถึงเมื่อนางหัวเราด้วยความยินดี
บาท ๒…(เห็น) ต้นสีเสียด ก็คิดเมื่ออกเราชิดกัน
บาท ๓…(เห็น) ต้นชิงชัน ก็รู้สึกว่าเป็นเช่นเดียวกับที่รากอดรัดกัน(การเปรียบเทียบในบาทนี้ ไม่สู้เข้าใจ)
บาท ๔…(เห็น) ต้นหว้าก็นึกถึงเมื่อพี่ ว่า (หว้า) วอนเมื่อนางทำมารยาว่าไม่พอใจ

๘๕. นกแก้วจับกิ่งแก้ว……กอดคอน
กลพี่กอดแก้วนอน…………แนบเนื้อ
นางกวักนกกวักจร…………จับกวัก ไกวแม่
หลงว่ากรนุชเกื้อ…………..กวักให้เรียมตาม

บทนี้พรรณนาในเรื่องนก แต่ก็มีทำนองคาบเกี่ยวกับนางตามเคย ลักษณะการเปรียบเทียบนั่นคือ…
นกแก้ว…นึกถึง แก้ว (นางอันเป็นที่รัก) เปรียบในเชิงความหมายของคำ
นกกวัก…นึกถึงนางที่กวักมือ เปรียบทั้งในเชิงความหมายและกริยา
บาท ๓…นกกวักบินมาจับที่ต้นนางกวัก และกิ่งต้นนางกวักนั้นแกว่งอยู่

๘๖. นางนวลจับแมกไม้…..นางนวล
นวลนุชแนบเรียมควร……..คู่แคล้ว
เบญจวรรณจับวัลย์พวน……พันโอบ ไม้แม่
แลว่าวัลย์กรแก้ว…………..กอดอ้อมเอววัลย์ 

บาท ๑…จะเห็นว่าคำ นวล มีความหมายถึง ๓ อย่าง นกนางนวล ต้นนางนวล และ นวล (นาง)
บาท ๒…นางควรจะมาแนบข้างเป็นคู่เดินทาง
บาท ๓ – ๔…นกเบญจวรรณจับเถาวัลย์ที่พันอยู่รอบๆ ต้นไม้ ก็ให้นึกถึงมือของนางที่กอดเอวของพี่ คำว่า วัลย์ (เถาไม้เลื้อย) ในบาท ๓-๔ นั้น มีความหมายถึง ๓ อย่าง คือ
วัลย์…หมายโดยตรงถึงเถาไม้เลื้อย
วัลย์กร…หมายถึง มือ (โดยการเปรียบกับเถาวัลย์)
เอววัลย์…หมายถึง เอว (โดยการเปรียบกับเถาวัลย์)

ศัพท์…
– พวน………..เชือก (ในที่นี้เป็นความหมายเชิงเทียบเคียงว่า เถาวัลย์นั้นเหมือนเชือก)

๘๗. โนรีสีชาดย้อม……….ระยับแดง
นกขะมิ่นชมพูแสง…………แสดผ้า
ปนแปลกนึกนางแปลง…….สไบเปลี่ยน
เย็นห่มแสดสีฟ้า……………ฝ่ายเช้าเคยชม

บาท ๑…นกโนรีสีแดงระยับเหมือนกับย้อมด้วยชาด
บาท ๒…นกขมิ้นสีชมพูเหมือนนกปลีสีผ้าแสด
บาท ๓…สีผ้ากับสีนกมาปนกันดังนี้ ทำให้แปลกใจว่า นางเอาผ้าสไบมาให้นกไว้หรืออย่างไร
บาท ๔…(ด้วยพี่เคยชมผ้าสไบที่นางห่ม) สีแสดเวลาเย็น ห่มสีฟ้าเวลาเช้า
คำว่า สีฟ้า นั้นเป็นสีเทาเจือน้ำเงิน สีนี้จะสวยอย่างไร นึกไม่เห็น หรือจะหมายถึง สีฟ้าเวลาเช้า คือ แดงเรื่อๆ

ศัพท์…
– ชาด………..สีแดงสด (เดิมเป็นผง หรือ ก้อน ใช้ประสมกับน้ำมัน สำหรับเป็นสีประตรา)
– แสด…………สีแดง เจือเหลือง

๘๘. แขกเต้าตามคู่เต้า……แขกสมร มาฤา
ถามข่าวนุชแหนงจร……….จับไม้
สัตวาสุวาวอน………………วานหน่อย นกเอย
บอกสมรเรียมไห้ให้……….ข่าวน้องมาแถลง 

บาท ๑…นกแขกเต้าที่บินตามคู่อยู่นั้น ได้ไปหานางมาหรืออย่างไร (เชิงเทียบตอนนี้เพ่งถึงความหมายของคำ เต้า (ชื่อนก) กับเต้า (ไป) แขก (ชื่อนกแขกเต้า) กับแขก (ไปเยี่ยม มาเยี่ยม ผู้มาเยี่ยม)
บาท ๒…(พอพี่) จะถามข่าวถึงน้อง (นก) ก็หนีไปจับเสียที่ต้นไม้
บาท ๓…นกสัตวา และนกสุวา ทั้งสอง (ข้า) ขอวอนให้ช่วยหน่อยเถิด
บาท ๔…(เจ้าทั้งสอง) จงไปบกนางว่า (ข้า) ร้องห่มร้องไห้ และขอให้นางแจ้งข่าวของนางมาให้ข้ารู้บ้าง

๘๙. เสนาะเสียงสุโนกร้อง…ระงมวัน
สาลิกามาปัน……………….เหยื่อป้อน
นางนกกระสรวลสันต์……..สมเสพ
คือนุชแนบโอษฐ์อ้อน…….แอบให้เรียมโลม

โคลงบทนี้นับว่ามีเสียงและทำนองไพเราะบทหนึ่ง
บาท๑…ได้ยินเสียงนกร้องไพเราะดังทั่วไปทั้งป่า
บาท๒…นั่น..นกสาลิกาบินเอาเหยื่อมาป้อน (ลูกและให้แม่นก)
บาท๓…นางนกสาลิกามีความยินดี และกินอาหารร่วมกับผัวของมัน (บางท่านว่า นางนกกระสรวลสันติ์ นั้น หมายถึง นางนกกระ ข้าพเจ้าว่าไม่น่าเป็นดังนั้น เพราะคำว่า ป้อน ในบาท๒ ยังลอยๆอยู่ ทีนี้คำว่า กระ จะหมายความว่าอย่างไร ข้าพเจ้าว่า กระ นั้นต่อกับสรวล คือ กระสรวล – กำสรวล หมายถึง นกสาลิกาตัวเมียร้องเมื่อเห็นสาลิกาตัวผู้บินหาเหยื่อ กลับมานั่นเอง)
บาท๔…การที่นกทั้งคู่ป้อนเหยื่อกันนั้น ก็เปรียบเหมือนน้องนั่งแนบข้างพี่ และพูดจาด้วยคำอ่อนหวานพาใจให้พี่ใคร่ชมเชย

๙๐. เรียมเมิลโมเรศเคล้า…โมรี
นางมยุรยวนยี……………..ยั่วเย้า
เฉกโฉมแม่มังสี……………เสาวภาคย์ กูเอย
แลนกลอบนึกเจ้า………….พี่ดิ้นโดยยูง

บาท ๑…(อาการที่นางนกยูงทำกิริยายั่วเย้ายูงผู้นั้น) ก็เช่นเดียวกับน้องผู้มีผิวอันงาม (ยั่วเย้าเราเหมือนกัน)

ศัพท์…
– เมิล…………ดู (เขมร)
– โมเรศ………โมรา + อีศ ยูงตัวผู้
– โมรี…………ยูงตัวเมีย
– มังสี…………เนื้อ มังสีเสาวภาคย์ คือ เนื้องามผิวงาม
– เฉก………….เช่น

๙๑. ยกมาออกอ่าวน้ำ…….นามนาง รมนา
นางบ่เห็นเห็นบาง………….เปล่าเศร้า
ฉมนางชไมปราง…………..สมรมิ่ง กูเอย
ดินหื่นหอมฟ้าเร้า…………..รื่นร้างอภิรมย์ 

บาท ๑…ยกทัพมาถึงอ่าวตำบลบางนางรม
บาท ๒…มาถึงแล้ว กลับแลเห็นแต่บาง ไม่พบนาง (สมชื่อตำบล) ก็ให้เปล่าใจ และเศร้าใจ
บาท ๓…(ได้แต่กลิ่น) หอมดังแก้มทั้งสองของน้องที่รัก
บาท ๔…ที่ได้กลิ่นหอมฟุ้งไปทั้งฟ้า และดินดังนี้ พอจะรู้สึกชื่นใจ ในยามที่จากนางมา
บาท๓ บาท๔ นั้นไม่สู้เข้าใจนัก อาจเป็นว่าพอนายนรินทร์มาถึงตำบลบางนางรมนี้ จะได้กลิ่นอะไรหอมฟุ้งไปหมด จึงเขียนไว้ในโคลงบทนี้

ศัพท์…
– ฉม………….กลิ่นหอมฟุ้ง
– ชะไม……….คู่ ทั้งสองปราง….แก้ม (อย่าไปปนกับ ปรางค์ ซึ่งหมายถึง สถูปยอดแหลม)

๙๒. นางรมรมเยศร้าง…….รมยา
กลพี่จากเจียนกา………….เมศม้วย
ฤาหากแม่มายา……………พิโยคหยอก เรียมฤา
มาแม่สำราญด้วย………….พี่น้อยนางรม 

บาท ๑…ตำบลนางรมนี้ (ทำให้นึกถึง) ความยินดี ความพอใจ (รมเยศ) แต่ก็ไม่เห็นความน่ายินดี (รมยา) ที่ไหน
บาท ๒…ก็เช่นเดียวกับที่พี่จากความรัก (คือนาง) มาแทบตาย (เพราะความรัก)
บาท ๓…(ที่แลไม่เห็นน้องดังนี้) น้องจะแกล้งหลบตัวล้อพี่เล่นกระมัง
บาท ๔…นางที่รัก เอย เชิญแม่มาสำราญกับพี่สักน้อยเถิด (คำว่า นางรม นั้นเป็นชื่อตำบล แต่ รม พ้องกับ รมย์ นางรม ซึ่งหมายถึงหอย ถ้าฟังแต่เสียง ก็เป็น นางรมย์ (นางที่รัก) ได้)

๙๓. บางสะพานสะพาดพื้น…สะพานทอง
ฤาสะพานสุวรรณรอง……..รับเจ้า
อ้าโฉมแม่มาฉลอง………..พิมพ์มาศ นี้ฤา
รอยร่นเหนือบ่าเบ้า………..แบบเนื้อนพคุณ 

โคลงบทนี้นับว่ามีโวหารคมคายดีบทหนึ่ง ตำบาลบางสะพาน เคยมีชื่อเสียงมาก เพราะมีบ่อทอง (มีชื่ออีกชื่อว่า กำเนิดนพคุณ อยู่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) ข้อความในโคลงบทนี้ออกจะกระจายๆ ไม่สู้ต่อเนื่องกัน และไม่ค่อยเข้าใจได้ชัด

บาท ๑…ตำบลบางสะพานมีสะพานทองพาดเต็มไปทั้งนั้น (อาจหมายความถึงสะพานที่บ่อทอง หรือ สะพานที่พาดไว้สำหรับลงไปร่อนทอง)
บาท ๒…สะพานทองเหล่านี้เขาทำไว้รับน้องกระมัง
บาท ๓…หรือว่า น้องเคยมาที่นี่ มาหล่อตัวในเบ้าทอง (น้องจึงสวยงามนัก
บาท ๔…(พี่จึง) ยังเห็นเศษทองที่ล้นเบ้า เมื่อคราวหล่อตัวน้อง (อันมีเนื้อดังทองนพคุณ)

ศัพท์…
– นพคุณ…….ทองเนื้อเก้า เป็นทองเนื้อที่ดีที่สุด ที่เรียกว่า
เนื้อเก้า คือ เก้า เท่าของราคาเงิน แต่ก่อนถือว่า ถ้าทองหนัก ๑ บาท เท่ากับ เงินราคา ๙ บาทแล้ว เป็นทองเนื้อดี เวลานี้ราคาทองสูงกว่าราคาเงินมาก
– สะพาด…….พาด รอง

๙๔. บางสะพานสะพาดพื้น…ทองปาง ก่อนแฮ
รอยชะแลงชระลุราง………ร่อนกลุ้ม
ระลึกโฉมแม่แบบบาง……..บัวมาศ กูเอย
ควรแผ่แผ่นท้องหุ้ม……….ห่อไว้หวังสงวน 

บทนี้ ความต่อจากบทที่ ๙๓
บาท ๑…ตำบลบางสะพานี้ แต่ก่อนเต็มไปด้วยทอง
บาท ๒…ยังแลเห็นรอยขุด และรางร่อนทางมากมาย
บาท ๓…(ได้เห็นแล้ว) ก็ให้นึกถึงโฉมอันแน่งน้อยของนาง
บาท ๔…นางนั้นควรจะเอาแผ่นทองหุ้มห่อสงวนไว้

ศัพท์…
– สะพาด……ในบาท ๑ ควรจะแปลว่า มาก
– ชะแลง……..เครื่องขุด เครื่องงัด เป็นเหล็กปลายแบน
– ชระลุ……….ปรุ ฉลุ สลัก
– บัวมาศ…….บัวทอง นม (หมายถึง นาง ก็ได้)

๙๕. เห็นขามสาวบ่าวต้น….เคียงกัน
สาวบ่าวปลูกสำคัญ………..คู่สร้าง
เสมอเรียมร่วมรักขวัญ…….เมืองมิ่ง แม่ฤา
สองประสิทธิ์สัตย์อ้าง……..ปลูกไว้กลางใจ

ตอนนี้มาถึง ตำบลขามสาวบ่าว ซึ่งเป็นตำบลที่มีนิทานประกอบว่า มีชายหนุ่มหญิงสาว มาปลูกต้นมะขามอธิษฐานไว้
บาท ๑…เห็นต้นมะขาม ๒ ต้นเคียงกัน เป็นต้นมะขามที่บ่าวสาวคู่หนึ่งปลูกไว้
บาท ๒…บ่าวสาวคู่นั้นปลูก (ต้นมะขาม) ไว้เป็นสำคัญ (อธิษฐาน) ว่า ขอให้ได้เป็นผัวเมีย (คู่สร้าง) กัน
บาท ๓…ก็เช่นเดียวกับพี่และน้องได้ร่วมรักกัน
บาท ๔…แต่ความสัตย์ ที่เราทั้งสองให้ไว้แก่กันนั้น เราได้ปลูกไว้กลางหัวใจ

ศัพท์…
– ขวัญเมือง….นาง
– ประสิทธิ์……ความสำเร็จ ความรู้ แต่เรามักใช้ในความหมายว่า ให้

๙๖. ยกมามาอกไหม้……..ทรมาน
ถึงที่นามละหาน……………อู่แห้ง
นุชเอยจักหาธาร…………..ทาอก พี่แม่
อู่ก็แล้งชลแล้ง…………….อกแล้งลืมงาย

ตอนนี้มาถึงตำบลอู่แห้ง
บาท ๓…ธาร ทาอก คือ หาน้ำทาอก (ลูบอก)
บาท ๔…งาย เวลาเช้า เวลาสว่าง
สงสัยว่า อกแล้ง แล้วทำไมจึง ลืมเวลาเช้า คำว่า งาย ในที่นี้น่าจะหมายถึง เวลาทั่วๆ ไป คือ ความที่อกแล้ง (แห้ง) ทำให้มึนมัวจนลืมไม่รู้ว่าเวลาไหนเป็นเวลาไหน

๙๗. หมอนเจ้าเขาเทพไท้…สถิตสิง
คิดคู่เขนยอรอิง……………ร่วมร้าง
เขนยทองทอดกายพิง…….พูนเทวษ ฤาแม่
นอนจะแนบเขนยข้าง……..คู่เนื้อเรียมถนอม

มาถึงตำบลเขาหมอนเจ้า ที่เขาลูกนี้มีเทพารักษ์สิงอยู่
บาท ๑…มาถึงเขาหมอนเจ้า อันเป็นที่เทพารักษ์สิงอยู่
บาท ๒…ให้คิดถึงหมอน ที่พี่และน้องหนุนร่วมกัน และพี่ก็ร้างหมอน
บาท ๓…เวลานี้น้องคงจะทอดกายพิงหมอนอยู่ด้วยความเศร้าโศกกระมัง
บาท ๔…เวลานอน น้องก็คงได้แต่นอนแนบหมอน และ ก็จะมีแต่หมอนเท่านั้น ที่จะเป็นคู่ของน้องที่รักของพี่

๙๘. ลองไนจักจั่นแจ้ว……ใจรัว รัวแม่
ชะนีร่ำโหยหาผัว…………..ผ่าวไส้
ดวงเดียวเด็ดแต่ตัว………..ตกป่า ชัฏแม่
จากสมรพี่มาไห้……………แห่งห้องชะนีโหย 

บาท ๑…ได้ยินเสียงจักจั่น และลองไน ร้องแจ้วๆ หัวใจ (พี่) ก็สั่นริกๆ
บาท ๒…(ยิ่งได้ฟัง) ชะนีร่ำร้องหาผัว ก็ให้ระทมใจ
บาท ๓…พี่จากนางมาตกอยู่ในป่าชัฏ แต่เพียงคนเดียว (ความจริงมาทั้งกองทัพ แต่ตามความรู้สึกของนายนรินทรนั้น เหมือนอยู่คนเดียว เพราะไม่มีนางมาด้วย อนึ่งคำว่า ดวงเดียว ก็น่าสงสัย จะหมายถึงอะไร หมายความถึง หัวใจ คือ ดวงเดียวเด็ด หมายความว่า หัวใจของพี่เด็ดไว้ในห้อง ส่วนตัวของพี่มาตกอยู่ในป่าชัฏ)
บาท ๔…พี่จากนางมาร้องไห้อยู่ในป่ากับพวกชะนี

ศัพท์…
– ผ่าวไส้…ร้อนในไส้ หมายถึง เป็นทุกข์ ระทมใจ
– ชะนีร่ำโหยหาผัว…เชื่อกันว่า ชะนี คือ นางโมรา กลับชาติมาเกิด นางโมรา คือ ตัวนางเอกในเรื่อง จันทโครบ เมื่อพระจันทโครบมาพบโจรกลางป่า เกิดแย่งพระขรรค์กัน นางโมราซึ่งถือพระขรรค์อยู่ เห็นรูปร่างโจรก็นึกรัก จึงส่งด้ามพระขรรค์ให้โจร ส่งปลายพระขรรค์ให้พระจันทโครบ พระจันทโครบจึงถูกโจรฆ่าตาย นางโมราจึงถูกสาปให้เป็นชะนี เวลาชะนีเห็นท้องฟ้าแดง หรือ ดวงตะวันแดง จะนึกว่าเป็นเลือดผัวในชาติก่อน จึงส่งเสียงร้องผัวโวยๆ

๙๙. รอยกรรมมาแบ่งแก้ว…กับสกนธ์ กูเอย
ขวัญอยู่อยุธยาตน…………ต่างร้าง
โอ้ดวงทิพยสุมณ…………..ฑามาศ แม่เอย
บุญที่สมสองสร้าง…………จักสิ้นฤายัง

โคลงบทนี้นับว่ามีโวหารดีมากบทหนึ่ง
บาท ๑…ชะรอยกรรมจะมาแยกนางกับตัวของเรา
บาท ๒…นางจึงอยู่ที่อยุธยา ส่วนตัวเราร้างมา
บาท ๓…โอ้ แม่ดวงดอกฟ้าของข้าเอ่ย
บาท ๔…บุญที่เราทั้งสองได้ร่วมทำมานั้น จะหมดเสียแล้ว หรือยังคงอยู่ (หมายความว่า จะได้มีชีวิตกลับคืนไปหานางอีกหรือไม่)

ศัพท์…
– สกนธ์………ร่างกาย ขันธ์ (บาลี)
– ขวัญ……….นาง
– อยุธยา…….หมายถึง กรุงเทพมหานคร ถ้าพูดถึงเมืองไทย หรือ นครหลวง คนแต่ก่อนยังเรียกอยุธยาอยู่
– ดวงทิพย์สุมณฑามาศ…นาง ผู้หญิง
– สุมณฑา…..สุ (ดีงาม) + มณฑา (ดอกไม้)

๑๐๐. ควิวควิวอกควากคว้าง…ลมลอย แลแม่
ถอยแต่ใจจากถอย………..ทับช้า
ทศทิศทอดตาคอย………..ขวัญเนตร พี่เอย
เอาสไบนุชต่างหน้า………..แนบเนื้อแทนนาง

บาท ๑…หัวอกเหมือนขาดหลุดจากกายและลอยไป
บาท ๒…ใจที่จากมานั้นถอยกลับไปหานาง แต่กองทัพนั้นช่างถอยกลับ (คือเลิกทัพ) ช้าเหลือเกิน
บาท๓…(พี่) ตั้งตาคอยดูน้องทั้งสิบทิศ (ก็ไม่เห็น)
บาท๔…(จึงได้แต่) ใช้ผ้าสไบของน้องดูต่างหน้า และนอนกอดสไบแทนตัวน้อง

ศัพท์…
– ควาก………แตก แยก (ความหมายโดยเสียง)
– ควิวควิว…..ลิ่วๆ หวิวๆ (ความหมายโดยเสียง)
– ขวัญเนตร…นาง

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: