RSS

นิราศนรินทร์ 4

๑๐๑. พระลบสุริยเลี้ยว……ไศลลา โลกเอย
ทุกทิศชระมัวมา……………มืดแล้ว
เนตรหนึ่งว่ายนภา………….เพียงเมฆ
เนตรหนึ่งตรวจไตรแผ้ว……แผ่นหล้ามาสมร

ตอนที่เขียนนี้แสดงว่า เป็นเวลาพลบค่ำ
บาท ๑…ดวงตะวันลับเหลี่ยมเขา ลาโลกไปแล้ว
บาท ๒…ความมืดแผ่เข้ามาทุกทิศแล้ว
บาท ๓…ตาหนึ่ง (ของพี่) มองกวาดไปในท้องฟ้าไปจนจดก้อนเมฆ
บาท ๔…อีกตาหนึ่งตรวจค้นหาน้องบนพื้นแผ่นดิน

ศัพท์…
– พระลบ…….พลบ เวลาเริ่มค่ำ
– ชรมัว……….มืดคลุ้ม
– ว่ายนภา……เป็นภาษากวี ตาว่ายไปในฟ้า หมายความมองกวาดไป
– ตรวจไตร…..ค้นดู ค้นหา
– แผ้ว…………สะอาด ราบ เตียน ในที่นี้หมายความว่า ทั่ว

๑๐๒. โพธิ์สลับโพธิ์เทพไท้…เทพา พ่อฤา
เอาพระโฆษผยองยา……..สวาทชู้
อาราธน์พระเอยอา………..รักษ์เร่ง ราพ่อ
เชิญช่วยพาสมรู้……………รสน้องแรมนาน

มาถึงตำบลโพธิ์สลับ พอมาถึงตำบลนี้ ก็นึกถึงพระโพธิ์เทพารักษ์ในเรื่องสมุทรโฆษ เนื้อเรื่องนั้นว่า พระสมุทรโฆษไปประพาสป่า ไปประทับแรมใต้ต้นโพธิ์ ก่อนบรรทมได้กล่าวบวงสรวงพระโพธิ์เทพารักษ์ พระโพธิ์ได้ยินคำบวงสรวงก็เกิดเมตตา ครั้นพระสมุทรโฆษบรรทมหลับ ก็อุ้มพระสมุทรโฆษไปสมนางพินทุมดี ธิดาแห่งกรุงรมยนคร ครั้นถึงเวลาใกล้รุ่ง พระโพธิ์เทพารักษ์ก็กลับไปอุ้มพระสมุทรโฆษซึ่งกำลังหลับอยู่บนแท่ กลับมาไว้ที่รถตรงใต้ต้นโพธิ์ ครั้นเวลารุ่งเช้า นางพินทุมดี และพระสมุทรโฆษต่างก็คร่ำครวญหากัน นางพินทุมดีนั้นมีพี่เลี้ยงชื่อ ธารี เป็นหญิงมีฤทธิ์ ครั้นทราบว่านางพินทุมดีโศกเศร้าเรื่องอะไร ก็เหาะไปพาพระสมุทรโฆษมาให้ได้พบกับนาง

๑๐๓. ลับยักษ์ลับเยาวให้…เรียมหา แม่แฮ
ฤาอสุรพาลพา……………..แวะเว้น
ลับหลังพี่ลับตา…………….แสนโยชน์
รำลึกลับนุชเร้น…………….ร่วมรู้ในใจ

บาท ๑…ถึงตำบลลับยักษ์ (พี่) จากน้อง (ไม่เห็นตัวนาง) จึงได้แต่มองหาน้องอยู่
บาท ๒…หรือว่ายักษ์ใจพาลจะพานางไปไว้เสียที่ไหน (ในบาทนี้สงสัยคำว่า เว้น ฟังดูไม่เข้ากับเนื้อความ หรือ เป็นคำสร้อยของ แวะ)
บาท ๓…น้องอยู่ลับหลังพี่ ไกลตาตั้งแสนโยชน์ (ความจริงไม่ถึงแสนโยชน์ แต่พูดตามอารมณ์กวี)
บาท ๔…บทนี้ไม่ค่อยเข้าใจความชัด พอจะเดาความได้รัวๆ ว่า ถึงแม้จะจากนางมาไกล แต่ยังรำลึกได้ถึงสิ่งที่เราเคยร่วมรู้กันสองคน

๑๐๔. ยากมาเมืองแม่น้ำ….ใจหมอง
เมืองก็ศูนย์กลสอง…………สวาทว้าง
ขวัญเมืองอยู่เมืองครอง…..ใจเครา พี่ฤา
ฤาพี่จากมาค้าง…………….ขวบแล้วนางลืม

บาท ๑…ยกทัพมาถึงตำบลเมืองแม่น้ำ ให้รู้สึกไม่สบายใจ
บาท ๒…เมืองที่ตรงนี้ก็ศูนย์ไปเสียแล้ว เช่นเดียวกับที่เราทั้งสองศูนย์ความรัก
บาท ๓…น้องอยู่ที่เมือง จะยังคอยพี่อยู่หรืออย่างไร
บาท ๔…หรือการที่พี่จากมาตั้งปีนั้น จะทำให้น้องลืมพี่เสียแล้ว

๑๐๕. อู่สะเภาพาณิชใช้…..ใบคลา
ทุกข์พี่พ้นเภตรา……………เลื่อนโล้
จากสมรแม่เสมอมา……….กลางสมุทร
แลบ่เห็นตระหลิ่งโอ้……….อกคว้างกลางชล

บาท ๑…มาถึงตำบลอู่สะเภา (เมื่อได้ยินคำ อู่สะเภา ก็นึกถึง) พวกพ่อค้าที่ใช้เรือแล่นใบเดินทางไป
บาท ๒…ทุกข์ของพี่ยิ่งกว่าเรือที่แล่นไปนั้นเสียอีก (ที่เปรียบกับเรือ เพราะเรือบรรทุกของ) คำบรรทุก-ทุกข์ เสียงคล้ายกัน)
บาท ๓…พี่จากนางมานี้เปรียบเหมือนมาอยู่กลางทะเล
บาท ๔…มองไม่เห็นตลิ่ง มาเคว้งคว้างอยู่กลางน้ำ (คำว่า โอ้อก นั้นเป็น อุทาน)

ศัพท์…
– พาณิช……..พ่อค้า พาณิชย์ – การค้าขาย
– เภตรา………เรือ
– โล้……………ทำให้แล่นไป โล้เรือ
– ตระหลิ่ง…….ตลิ่ง แผลง ต เป็น ตระ

๑๐๖. หนองบัวบงกชช้อย…ชูชวน ชื่นเอย
บัวดั่งบัวนุชอวล……………อ่อนน้ำ
กระบอกทิพย์ผกากวน…….กาเมศ กูเอย
ภุมเรศแรมรสกล้ำ…………กลีบฟ้ายาไฉน

บาท ๑…มาถึงตำบลหนองบัว เห็นบัวขึ้นงอกงาม ชวนชื่นใจ
บาท ๒…บัวนั้นเหมือนกับบัวของน้อง บัวของน้อง = นม, อวล = หอม
อ่อนน้ำ = งามอยู่ในน้ำ หมายความเพิ่งตูม
บาท ๓…กระบอกทิพย์ผาก เป็นคำกล่าวเชิงเทียบหมายถึง นม ดอกไม้สวรรค์อันตูมนั้น กวนให้ข้าเกิดความใคร่
บาท ๔…คำว่า กลีบฟ้า ก็เป็นคำกล่าวเชิงเทียบ หมายถึง นม ก็ได้ แมลงภู่ (คือตัวนายนรินทร) ได้จากการ่วมรสมาดังนี้ กลีบฟ้า (น้อง – นม) บัดนี้จะเป็นประการใด
คำว่า ยา นั้น สงสัยว่าจะหมายถึง พี่ยา หรือ ยาใจ น้องยา ดูตามความของบทนี้ น่าจะหลายถึง น้องยา

ศัพท์…
– บงกช………บัว
– กาเมศ……..กาม + อีศ (คำสกรรถ)
– ภุมเรศ……..ภมร + อีศ (คำสกรรถ)

๑๐๗. ศิขรศิขเรศเงื้อม……เงางาม
แลเล่ห์ฉากเขียนเขา………คั่นห้อง
พ่างเพียงแผ่นผาเฉลา…….ฉลักลวด ลายแฮ
กลหนึ่งเตียงนอนน้อง……..ม่านกั้นกำบัง

คำ ศิขร ในบาทหนึ่งมีผู้สงสัยว่า จะเป็นด่านสิงขร แต่เห็นว่า ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะนายนรินทรไปไม่ถึงที่นั่น
บาท ๑…(แลเห็น) ภูเขาสูง (สลับซับซ้อน) งดงาม
บาท ๒…เหมือนภูเขาที่เขียนไว้บนฉากที่คั่นห้อง
บาท ๓…ภาพภูเขาเหล่านี้ (อีกทีหนึ่ง) เปรียบเหมือนม่านที่บังเตียงนอนของน้อง)
บาท ๔…มองดูภูเขาเหล่านี้ (อีกทีหนึ่ง) เปรียบเหมือนม่านที่บังเตียงนอนของน้อง)
คำว่า ศิขรศิขเรศ นั้น บางท่านแปลว่า ยอดเขาน้อย ยอดเขาใหญ่ แต่ศัพท์ แปลว่า เขา – เขา (ศิขร + ศิขร) ซ้ำกันเท่านั้นเอง

ศัพท์…
– เล่ห์………… เงื่อน อุบาย ล่อลวง คล้าย เปรียบ

๑๐๘. ผาเผยพุพ่างน้ำ…….ฝอยฝน
คือสุหร่ายโรยชล………….ช่วยร้อน
สาครร่วมสรงสกนธ์……….ไกลพี่ แล้วแม่
อ้าแม่เอยจักอ้อน………….อาบน้ำตาแทน 

บาท ๑…ที่ผาแห่งหนึ่งมีพุพลุ่งออกมา ดังฝอยฝน
บาท ๒…คล้ายๆ กับสุหร่ายที่โปรยน้ำ มาช่วยระงับความร้อน
บาท ๓…น้ำ – ที่เราใช้อาบร่วมกันนั้น ยู่ไกลพี่เสียแล้ว
บาท ๔…น้องของพี่จะโศกเศร้า (ร้องไห้) อาบน้ำตาแทนน้ำ

ศัพท์…
– สุหร่าย…….ฝักบัว ที่ใช้โปรยน้ำ
– สาคร………น้ำ
– อ้อน………..ร้องไห้

๑๐๙. เคยปรุงประทิ่นแป้ง….ปนละออง อบเอย
สรงสว่างใจสอง……………ครุ่นครั้ง
จอกจันทร์จากจรุงหมอง…..ราแม่
พานใส่เสาวคนธ์ตั้ง………..แต่งให้ใครทา 

ให้สังเกตว่า ตั้งแต่โคลงบาทที่ ๑๐๗ นายนรินทรพูดถึการอาบน้ำ แล้วความคิดก็ต่อเนื่องมาถึงบทที่ ๑๐๙ – ๑๑๐ เกี่ยวกับเรื่องอาบน้ำทั้งนั้น
บาท ๑…(ครุ่นคิดเมื่อครั้ง) เคยใช้แป้งหอมปรุงกับน้ำอบ
บาท ๒…ใช้แป้งปรุงนั้นทาตัวสบายใจทั้งสองคน
บาท ๓…จอก (ที่ใส่) กระแจะจันทร์นั้น เมื่อ (พี่) จามาคงคลายหอมแล้วกระมังน้อง
บาท ๔…ส่วนพานที่ใส่น้ำหอมตั้งไว้นั้น น้ำหอมจะให้ใครทา

ศัพท์…
– ประทิ่น…….เครื่องหมอ หอม
– สรง…………อาบ ทา
– จรุง…………หอม ยั่วใจ
– เสาวคนธ์….เสาว (สุ = ดี) คนธ์ (กลิ่น) กลิ่นหอม น้ำหอม

๑๑๐. คันฉายคันฉ่องน้อย….เสนียดนาง พี่เอย
จากจะลืมเสยสาง………….สระเผ้า
โศกเสียสิ่งสำอาง………….อายโอ่ ฤาแม่
พักตร์จะผัดผจงเกล้า………เยี่ยมแย้มแกลคอย

บาท ๑…คันฉาย คันฉ่อง อันน้อยๆและหวีเสนียดของนาง
บาท ๒…(เมื่อพี่) จากมานางคงจะลืมสระผม…หวีผม
บาท ๓…คงจะมีแต่ความโศก ละทิ้งเครื่องสำอาง เพิกเฉยต่อความงามเสียแล้วกระมัง
บาท ๔…(หรือว่า) แม่จะผัดหน้า เกล้าผม เยี่ยมหน้าต่างคอยพี่อยู่

ศัพท์…
– คันฉาย……กระจกส่องมีด้ามถือ
– คันฉ่อง……กระจกตั้ง
– เสนียด…….หวีฟันถี่
– แกล………..หน้าต่าง
– สิ่งสำอาง….เครื่องหอม

๑๑๑. หลัดหลัดพลัดพรากแก้ว…กานดา พี่เอย
ลิ่วแต่ตัวเรียมมา…………..ตกไร้
ขวัญแขวนอยู่ขวัญตา…….ทุกเมื่อ
เรียมร่ำไข้ฟ้าไข้…………….แผ่นพร้องรำพัน

บาท๑…อยู่หลัดๆ ก็ต้องมาพรากจากน้องที่รักของพี่ไป
บาท๒…ตัวพี่จากมาตกไร้อยู่ห่างไกล
บาท๓…(แต่) ขวัญ (คือใจ) ของพี่ยังคงอยู่กับน้องทุกเวลา
บาท ๔…พี่ร่ำไห้ เป็นทุกข์และรำพันถึงน้อง (และ) ท้องฟ้าก็ดูคลุมเครือดังจะเป็นไข้ (ใจ) อย่างพี่
(บาท๔ นี้แม้จะไม่มีคำศัพท์ที่ยากเลย แต่นายนรินทร์ก็ละคำไว้ในฐานที่เข้าใจ จนไม่อาจตีความให้ชัดเจนได้)

ศัพท์…
– กานดา……. เมีย หญิงที่รัก
– ขวัญ……….มิ่งขวัญ ที่ประจำอยู่กับตัวคน จะหมายถึงจิตใจก็ได้
– ขวัญตา……นาง เมีย หญิงที่รัก
– พร้อง………พูด กล่าว

๑๑๒. ลงลุแก่งตุ่มตั้ง……..โศกา
แสนตุ่มตวงชลนา………….พี่พ้น
กลืนโศกสุดอกอา…………ดูรเทวษ วายเลย
ซับแต่สายเนตรล้น………..ลูบร้อนฤาเย็น 

บาท ๑…กองทัพมาถึงตำบลแก่งตุ่ม (พี่) ก็ได้แต่โศกเศร้า
บาท ๒…น้ำตาของพี่นั้น แม้จะเอาตุ่มตั้งแสนมาตวง (ใส่) ก็ไม่พอ
บาท ๓…(พี่) ได้แต่คอยซับน้ำตาที่ล้นเบ้าตาไหลออกมา ใช้น้ำลูบกาย น้ำก็ร้อน ไม่รู่สึกเย็นเลย

ศัพท์…
– ชลนา……..น้ำตา ควรเป็น ชลนัยนา (ตัดคำกลาง นัย ออก)
– อาดูร………เดือนร้อน เจ็บปวด ซอกช้ำ

๑๑๓. คุลาตีอกไห้…………หาใคร
นามจึ่งปรากฏใน…………..แก่งนี้
เจ็บจากพี่เจ็บใจ……………เจ็บยิ่ง เจ็บฤา
เจ็บบ่ปานกูลี้……………….ลาดข้อนทรวงครวญ 

บาท ๑…ตำบลแก่งคุลาตีอก (ที่ชื่ออย่างนี้นั้น เพราะ) คุลาตีอกร้องไห้หาใครหรือ
บาท ๒…จึงมีชื่อปรากฏที่แก่งนี้
บาท ๓…การที่พี่จากมานั้น เจ็บยิ่งกว่าสิ่งใดๆ (บาท ๓ – ๔ เล่นคำ เจ็บ)
บาท ๔…เจ็บอะไรก็ไม่เท่ากับที่ (ข้า) ต้องจากนางมา ต้องมาตีอกด้วยความทุกข์ (ถึงนาง)

ศัพท์…
– คุลา………..คุลา คนจำพวกหนึ่ง (ชาวมะละแหม่งในพม่า) พวกนี้สักเต็มตัว ไทยเรายังหมายถึง คนดำ
คนต่างถิ่น ชาวทางเหนือของไทย เรียกฝรั่งว่า คุลาขาว)
– แก่ง………….ร่องน้ำไหล ที่มีหินขวางระเกะระกะ

๑๑๔. สงสัยด้วยแก่งแก้ว…สงสาร
จากสิ่งใดใดราญ…………..ร่นร้อง
แก่งเกิดวิการดาล………….ดุจอก พี่ฤา
เรียมก็โศกาก้อง…………..แก่งแก้วกันแสง

ตอนนี้ เดินทัพมาถึงแก่งแก้วสงสาร
บาท ๑…มีความสงสัยชื่อแก่งนี้ ว่าเหตุใดจึงชื่อก่งแก้วสงสาร
บาท ๒…แก่งต้องจากสิ่งใด หรือะไรมาทำอันตราย จึงร้องคร่ำครวญ (ความในบาท ๒ นี้ ทำให้เข้าใจว่า แก่งแก้วสงสารนี้ คงจะมีน้ำไหลเสียงซู่ซ่า นายนรินทร จึงว่า แก่ง (ร่น) ร้องไห้
บาท ๓…หรือว่าแก่งจะเกิดความเดือดร้อนอย่างอกของพี่
บาท ๔…พี่ก็ร้องไห้ก้องไป เช่นเดียวกับแก่งเหมือนกัน

ศัพท์…
– ราญ………..รบ ทำอันตราย
– ร่น…………..ตามศัพท์แปลว่า ถอย เลื่อนกลับ แต่ในที่นี้เข้าใจว่าเป็นคำคู่กับร้องนั่นเอง
– กันแสง…….ร้องไห้

๑๑๕. เดินทางพลางพี่ไห้…โหยหวน
ถึงแก่งนามนางครวญ……..ครุ่นนั้น
อ้าแม่จักกำสรวล…………..เสมอแก่ง นี้ฤา
ฤาว่าโศกสมรกลั้น…………เทวษถ้าเรียมถึง

บาท ๑…เดินทัพมา พี่ก็ร้องไห้คร่ำครวญเรื่อยมา
บาท ๒…จนถึงแก่งนางครวญนั้น (คำว่า ครุ่น คือ ครวญ กลุ้มใจ ไม่สบายใจ)
บาท ๓…น้องจะคร่ำครวญเหมือนแก่งนี้หรือประการใด
บาท ๔…หรือว่าน้องกลั้นความทุกข์ไว้คอยเวลาที่พี่จะกลับไปถึง

๑๑๖. ถับถึงปากร่วมน้ำ……คะนึงนาง
ถามข่าวไปปากพราง………พี่พร้อง
อรมาท่าหลงทาง…………..ฉงนอยู่
ปากร่วมวานปากร้อง………เรียกเจ้ามาจร 

บาท ๑…มาถึงตำบลปากร่วมน้ำ ก็ให้คิดถึงนาง
บาท ๒…พี่ได้ถามข่าวถึงนาง แต่ปากน้ำก็ไม่บอกพี่
บาท ๓…น้องจาคอยพี่อยู่ที่นี้ แล้วหลงทาง ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนกระมัง (ที่นายนรินทรคิดดังนี้ เพราะคำว่า ปากร่วมน้ำ ชักนำให้นึกไปเช่นนั้น)
บาท ๔…ขอยืมปากของตำบลปากร่วมนั้นนี้ เรียกน้องให้มาที่นี่

ศัพท์…
– ฉับ………….ทันที เร็ว พลัน

๑๑๗. เมืองเพชรเขาเพชรแพร้ว….พรายฉาย
เฉกนุชนาดกรกราย……….นพเก้า
แสงเพชรพิศอับอาย………แหวนนุช พี่เอย
ยอดและยอดรุ่งเร้า……….รอบก้อยกรสมร 

มาถึงตำบลเมืองเพชร ไม่ใช่เมืองเพชรบุรี น่าจะเป็นชื่อตำบลแห่งหนึ่งในแถบจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
บาท ๑…ตำบลเมืองเพชรนี้ มีภูเขาหินเป็นประกายแวววาว
บาท ๒…เหมือนนางสวมแหวนนพเก้าเดินนาด
บาท ๓…แสงเพชร (แสงแพรวพราว) ของหินที่ภูเขานั้น พิศดูแล้วแสงของหินนั้นก็อับอาย (สู้ไม่ได้) แสงเพชรที่แหวนของนาง
บาท ๔…แหวนของนางแต่ละยอดนั้น เป็นประกายรุ่งเรืองอยู่รอบนิ้วก้อยของนาง

ศัพท์…
– นพเก้า……..หมายถึง แหวนนพรัตน์ ประดับด้วยแก้วเก้าอย่าง

๑๑๘. ถึงตระนาวตระหน่ำซ้ำ…สงสาร อรเอย
จรศึกโศกมานาน…………..เนิ่นช้า
เดินดงท่งทางละหาน………หิมเวศ
สารสั่งทุกหย่อมหญ้า……..ย่านน้ำลานาง 

ตอนนี้มาถึงตำบลตระนาว (หรือ ตะนาวศรี) อันเป็นระยะทางสุดท้ายที่ปรากฎในนิราศนรินทร์ บางท่านสันนิษฐานว่าเป็นเมืองตะนาวศรี แต่ตามเรื่องไม่น่าเป็นไปได้ เพราะตามพระราชพงศาวดาร ไม่มีกล่าวว่าเดินทัพไปถึงที่นั้น แต่ว่าได้เดินทัพไปทางเมืองชุมพร จึงสงสัยว่า ตำบลตระนาวศรีคงจะเป็นตำบลหนึ่ง
ตำบลในระหว่างจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กับ ชุมพร

บาท ๑…ถึงตำบลตระนาว (ศรี) ความสงสารนางยิ่งมีเพิ่มพูนขึ้น
บาท ๒…มาในการศึก ได้มีความโศก เป็นเวลาอันนาน
บาท ๓…มาเดินทางในดง ในทุ่ง ในลำธาร ในป่า
บาท ๔…ทุกๆ หย่อมหญ้า ทุกย่านน้ำ พี่ได้สั่งลาฝากถึงน้อง
บาทที่๔ นั้นความดีมาก

ศัพท์…
– ตระหน่ำ…..กระหน่ำ ซ้ำเติม
– หิมเวศ…….ที่อยู่อันหนาว ป่าหิมพานต์ แล้วมาใช้ในความหมายทั่วไปว่า ป่า
– สาร………..เรื่องราว

๑๑๙. แสนศึกแสนศาสตร์ซ้อง…แสนพัน มาแม่
สุดแต่เวทยากัน……………ชีพไว้
ศึกทรวงพี่สุดผจัญ…………ใจซู่ โศกแม่
จักยุธยาใจได้……………..ชีพด้วยนางเดียว 

บาท ๑…ถึงข้าศึกตั้งแสนพุ่งอาวุธตั้งพันตั้งแสนมา
บาท ๒…ถ้ามีวิทยาอาคมดี ก็อาจป้องกันรักษาชีวิตไว้ได้
บาท ๓…แต่ศึกภายในใจ เหลือที่จะต่อสู้ เหลือที่จะหักความโศกถึงน้องได้
บาท ๔…จะต่อสู้กับความที่รักน้อง ให้คงชีพอยู่ ก็มีแต่น้องคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยได้

ศัพท์…
– ศาสตร์……..อาวุธ (คำเดิม ศัสตร)
– เวทยา………วิทยา วิชา คาถาอาคม
– ซู่…………….สู้ (ต้องการเอก)
– ยาใจ……….นาง (ความรัก)

๑๒๐. รอยโฉมนุชเปลี่ยนปั้น…เป็นทรวงพี่ฤา
ฤาแม่เป็นมณีดวง………….เนตรด้วย
จับจิตพี่จึงตวง……………..เต็มเทวษ รักแม่
ดับชีพเกิดใหม่ม้วย………..แผ่นหล้าฤาลืม 

โคลงบทนี้นับว่ามีความ และโวหารดีมาก

บาท ๑…ชะรอยว่า นางจะกลายร่างเป็นหัวใจของพี่ หรืออย่างไร
บาท ๒…หรือว่านางจะเป็นดวงตาของพี่อีกด้วย
บาท ๓…พี่จึงมีใจจดจ่อ มีความรักนาง และในใจของพี่จึงตวงเอาความทุกข์ถึงน้องไว้จนเต็ม
บาท ๔…ถึงแม้พี่จะตายแล้วเกิดใหม่ หรือแม้โลกจะทำลายไป พี่ก็จะไม่ลืมน้อง

ศัพท์…
– มณีดวงเนตร…แก้วตา ดวงตา

๑๒๑. บวงเทพทุกเถื่อนถ้ำ….มณฑล ทวีปเอย
ยกแต่สองหัตถ์ตน…………ต่างเบี้ย
ขอคนร่วมวิมล……………..มาโนชญ์ เรียมนา
แสดงสดับโสตเหงี้ย……….เงียบสิ้นสุดสวรรค์

บาท ๑…ขอบวงสรวงเทวดาอารักษ์ในป่า ในถ้ำ และในที่ทุกแห่ง
บาท ๒…(ไม่มีอะไรบูชา) ได้แต่ยกมือทั้งสองขึ้นไหว้บูชาต่างเบี้ย (เครื่องบวงสรวง)
บาท ๓…ขอให้ได้กลับคืนไปอยู่ร่วมกับน้อง
บาท ๔…เมื่อกล่าวบวงสรวงแล้วก็คอยฟัง แต่ก็เงียบไปหมดจนถึงสวรรค์

ศัพท์…
– เบี้ย…………หอย เครื่องในการบวงสรวง
– วิมล………..ไม่มีราคี งาม บริสุทธิ์
– มาโนชญ์….เป็นที่พอใจ งาม เมีย หญิง
– เหงี้ย……….เงี่ย

๑๒๒. พันเนตรภูวนาถตั้ง….ตาระวัง ใดฮา
พักตร์สี่แปดโสตฟัง……….อื่นอื้อ
กฤษณนิทรเลอหลัง……….นาคหลับ ฤาพ่อ
สองพิโยคร่ำรื้อ…………….เทพท้าวทำเมิน

บาท ๑…พระผู้มีพันตานั้น ตั้งตาคอยระวังใครอยู่
บาท ๒…พระผู้มีสี่พักตร์แปดโสต ก็ฟังแต่เสียงอื่นเสียหมด
บาท ๓…พระนารายณ์ ก็บรรทมหลับเหนือพระยานาคหรืออย่างไร
บาท ๔…ท่านเหล่านั้นจึงได้เมินเฉยต่อความโศกเศร้า ร่ำร้องของเราทั้งสอง

ศัพท์…
– พันเนตร……สหัสนัยน์ พระอินทร์ เจ้าแห่งอากาศเป็นเทพซึ่งคอยช่วยเหลือมนุษย์ที่ตกยาก มีชื่ออย่างอื่นเช่นเพชรปาณี สวรรคบดี เมฆวาหน
– พักตร์สี่แปดโสต…พระพรหม
– กฤษณะ……พระนารายณ์
– นาค…………พญาอนันตนาคราช ที่พระนารายณ์บรรทม

๑๒๓. นิทานนิเทศท้าว…องค์ใด ก็ดี
ทุเรศแรมสมรไท………….ท่านร้าง
แสนเทวษเท่าไรไป……….ปานอก พี่เอย
ปวงประสบคู่ค้าง…………แต่ข้านานคืน

บาท๑…นิทานที่เล่าเรื่องท้าวพระยาองค์ใดก็ตาม
บาท ๒…ที่ท่านได้จำพรากกับนางผู้เป็นที่รัก
บาท ๓…ถึงท่านเหล่านั้นจะมีความทุกข์โศกสักเท่าใด ฤๅอาจเปรียบกับความทุกข์ในอกพี่
บาท ๔…และท่านเหล่านั้นก็ได้กลับคืนมาพบกับนางผู้เป็นที่รักทุกองค์ ส่วนพี่นั้นนานแล้วยังไม่ได้คืนไปพบนางเลย
เรื่องนิทานท้าวพระยาที่นายนรินทร์พูดถึงนี้ มีหลายคู่
เช่น พระราม – นางสีดา, พระอนิรุทธ์ – นางอุษา, พระสมุทรโฆษ – นางพินทุมดี, พระสุธน – นางมโนรา ล้วนจากกันแล้วได้กลับคืนสู่กันทุกคู่

ศัพท์…
– นิเทศ………แสดง จำแนก ชี้แจง เรื่อง
– ทุเรศ………ลำบาก น่าสมเพช
– ไป….ไป่ ไม่

๑๒๔. กำสรวลศรีปราชญ์พร้อง…เพรงกาล
จากจุฬาลักษณ์ลาญ………สวาทแล้ว
ทวาทศมาสสาร……………สามเทวษ ถวิลแฮ
ยกทัดกลางเกศแก้ว……….กึ่งร้อนทรวงเรียม

บาท ๑…ที่ศรีปราชญืเศร้าโศกในกาลก่อน
บาท ๒…เพราะมีความทุกข์ที่จาก ท้าวศรีจุฬาลักษณ์
บาท ๓…และเรื่องทวาทศมาส ที่กวีสามคนแต่ง แสดงความเศร้าโศก ที่จากหญิงที่รัก
บาท ๔….ความโศกของท่านทั้งสามนี้ดังจะยกไว้เหนือหัวทีเดียว แต่ถึงกระนั้นยังไม่รุนแรงเพียงกึ่งหนึ่งของความโศกของพี่

ศัพท์…
– ศรีปราชญ์..กวีสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ต้องพรากท้าวศรีจุฬาลักษณ์ จึงแต่งเรื่องพรรณนาความรัก ชื่อ กำสรวล บางทีเรียกว่ากำสรวลศรีปราชญ์ (ซึ่งเป็นการเรียกที่ผิดพลาด..->>..ชื่อที่ถูกต้องคือ…กำสรวลสมุทร) เป็นทำนองนิราศอย่างเรื่องนิราศนรินทร์
– ทวาทศมาส…แปลว่า ๑๒ เดือน เป็นโคลงทำนองนิราศเหมือนกัน แต่งในราวสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ผู้แต่งว่ามี ๓ คน คือ ขุนพรหมมนตรี ขุนศรีกวีราช ขุนสารประเสริฐ

๑๒๕. ชายาเยาวยอดชู้….โฉมสวรรค์ พี่เอย
รอยว่าอินทร์พรหมสรรค์….เสกแสร้ง
เลือกลักษณ์ละอันปัน……..เป็นรูป นุชฤา
มอบมิ่งสมรมาแกล้ง………พี่กลั้นใจตาย 

บาท ๑…น้องที่รักผู้มีโฉมอันงามดังนางฟ้าของพี่
บาท ๒…ชะรอยว่า พระอินทร์ พระพรหม ได้แกล้งปั้นรูปนาง
บาท ๓…โดยเลือกสิ่ง (อันสวยงาม) แต่ละอย่างมาปั้นเป็นรูปนางขึ้น
บาท ๔…แล้วส่งนางมาแกล้ง ให้พี่ต้องกลั้นใจตาย (ด้วยความรัก)

ศัพท์…
– ชายา……….เมีย
– เยาว………..อ่อน
– ยอดชู้……….เมีย
– โฉมสวรรค์…นางฟ้า
– ลักษณะ…….รูป แบบ

๑๒๖. คิดคลึงสาโรชสร้อย….เสาวมาลย์ แม่นา
ภุชเคนทรสำราญ………….แหล่งเหล้น
สระสวรรค์นิราสนาน………ไฉนนาฎ เรียมเอย
สรงเกษมสระสมรเฟ้น…….ฝั่งฟ้าฝันถึง 

โคลงบทนี้ เป็นเชิงสังวาสตลอด ข้อความกล่าวพาดพิง เป็นนัย มีความคิดต่อเนื่องกัน คือ พูดถึงดอกบัว แล้วก็คิดถึงสระ แล้วคิดถึงพระยานาค (บาท ๒) ซึ่งลงเล่นนั้น เมื่อนึกถึงสระ นึกถึงพระนาคเล่นน้ำ แล้วก็เลยนึกถึงสระของนางที่เขา (นายนรินทร) ร้างไป

ศัพท์…
– สาโรช……..ดอกบัว
– สร้อย………นาง หมายว่า งาม ก็ได้
– เสาวมาลย์..เสาว (สุ = ดี งาม) + มาลย์ (ดอกไม้)
– สาโรชสร้อยเสาวมาลย์ หมายถึง นม
– ภุชเคนทร….ภุชค + อินทร (ภุชค = งู ภุชเคนทร์ คือ งูใหญ่ พระยานาค)

๑๒๗. เปรมปรางปรุงธูปฟ้า….อรอวล ใจเอย
จูบฤจางหอมหวน………….ละห้อย
โฉมทิพย์สุคนธ์ควร……….จากพี่ เจียวแม่
ถนอมนิเบามือน้อย……….จิตเจ้าจากไฉน

บทนี้ก็ยังอยู่ในเชิงสังวาส
บาท ๑…แก้มของนางนั้นหอมเหมือนกับธูปสวรรค์
บาท ๒…จูบแล้วกลิ่นหอมติดมิจาง เมื่อคิดถึงก็ให้ละห้อยใจ
บาท ๓…นางผู้มีกลิ่นหอมอย่างทิพย์ จะควรจากพี่ไปเชียวหรือ
บาท ๔…เวลาพี่จับต้อง ก็จับแต่น้อยๆ เบาๆ อย่างทะนุทถนอม ดังนี้แล้วน้องจะจากไปได้อย่างไร

ศัพท์…
– โฉมทิพย์สุคนธ์…เมีย แต่พูดเป็นทำนองยกย่องว่า นางผู้มีกลิ่นหอมดังกลิ่นทิพย์
– นิ……………นี่

๑๒๘. งอนถันทิพย์ยอดย้อน…ยันทรวง พี่แม่
กอดนักเยียวอบพวง………พุ่มลื้น
ถนอมแอบอุ่นคือดวง……..ตราติด พี่ฤา
จากอกออกราชื้น………….ชุ่มช้ำเป็นหนอง

เช่นนี้ก็เช่นเดียวกับบท ๑๒๗ ที่กล่าวเป็นเชิงสังวาสเช่นนี้ ประเพณีของกวีท่านยอมให้ ไม่ว่าเป็นเรื่องหยาบคาย เว้นแต่จะแต่ง นอกนอกลู่นอกทางเกินสมควร

ศัพท์…
– ทิพย์………..เป็นเทวดา ดี วิเศษ ถ้าจะแสดงว่า อะไรเป็นของดีวิเศษอย่างยิ่ง ก็เอา คำทิพย์ ประกอบเข้า
– ถัน………….นม
– พวงพุ่ม…….นม
– ลื้น………….สลด เศร้า เจ็บ อาย ชอกช้ำ

๑๒๙. แว่วแว่วเสาวณิตน้อง….นางทรง เสียงฤา
สรวลกระซิกโสตพะวง………ว่าเจ้า
คล้ายคล้ายดำเนินหงส์…….หาพี่ ฤาแม่
อ้าใช่อรเรียมเศร้า……………ซบหน้ากันแสง

บาท ๑…ได้ยินเสียงแว่วๆ คล้ายเสียงน้องพูด
บาท ๒…หูได้ยินเสียงหัวเราะ ใจก็พะวงฟังว่าเป็นเสียงน้อง
บาท ๓…ตามองเห็นว่าน้องเดินนวยนาดมา คลับคล้ายคลับคลา
บาท ๔…(แต่ครั้นแล้ว) ก็หาใช่น้องไม่ พี่เลยต้องเชยหน้าร้องไห้

ศัพท์…
– โสต………… หู
– ดำเนินหงส์…เดินอย่างหงส์ มีท่าทางอ่อนชดช้อยน่าดู

๑๓๐. พวงจาวเจิดแจ่มแก้ว…จักรพรรดิ พี่เอย
สมเสมอสมรรัตน์………….แท่งแท้
จำเริญจำเราสวัสดิ์…………สังวาส
เล็งเลียบดินฟ้าแพ้…………ภพนี้ฤาหา 

บทนี้กล่าวเป็นเชิงสังวาส
บาท ๑…ถันของน้องนั้นเจิดแจ่มดังแก้ว
บาท ๒…(ความบทนี้สู้ชัดเจนนัก คำว่า แท่ง นั้นอะไร แต่พอเดาเอาความได้ว่า) รูปร่างของนางนั้นเสมอด้วยนางแก้วแห่งจักรพรรดินั่นเทียว
บาท ๓…เราได้ร่วมรสกันด้วยความสุขสำราญ
บาท ๔…ความสุขสำราญแห่งการร่วมรสของเรานั้น จะหา(ความสุข) บนฟ้าบนดินมาเทียบมิได้

ศัพท์…
– จาว………… แปลได้หลาย เช่น ฟองน้ำ เทวดา ลง จาวมะพร้าว จาวตาล ในที่นี้คำพวงจาวหมายถึง
นม ถัน
– จักรพรรดิ….ตามศัพท์ว่า ผู้ไปได้ทุกแห่งโดยไม่มีที่ติดขัด หมายถึง ราชาธิราช จักรพรรดิย่อมมีแล้ว ๗ ประการ คือ ช้างแก้ว, ม้าแก้ว, เมียแก้ว, ขุนคลังแก้ว, ขุนพลแก้ว, ลูกแก้ว, แก้วรัตนะ

๑๓๑. สาวสวรรค์เสพสวัสดิ์ถ้วน…เทวินทร์
พรหมภักษ์ทิพย์ปัถพิน……งอกง้วน
จักรพรรดิร่วมนารินทร์…….รัตนนาฎ
สามเสพทิพย์ลาญล้วน……เล่ห์น้องเรียมเกษม 

บาท ๑…นางฟ้าร่วมกับเทวดา
บาท ๒…พรหมกินง้วนดิน
บาท ๓…จักพรรดิร่วมกับนางแก้ว
บาท ๔…ทั้งสามคู่นี้ร่วมกันด้วยสุขารมณ์ ประดุจพี่กับน้องร่วมกัน

ศัพท์…
– สาวสวรรค์…นางฟ้า
– เสพ………….กิน ร่วมกัน คบหา
– สวัสดิ์….ความสะดวก ความสบาย ความเจริญ
– เทวินทร์….เทว + อินทร์
– ภักษ์….กิน อาหาร
– ปัถพิน….แผ่นดิน (ควรเขียน ปัฐพิน – คำบาลี ถ้าเป็นสันสกฤตเขียน ปฤถวี)
ในเรื่องสร้างโลกว่า เมื่อไฟบัลลัยกัลป์ล้างโลกแล้ว พอไฟดับ ดินเกิดมีกลิ่นหอม (เพราะเหตุจากไฟเผา) ขึ้นไปถึงสวรรค์ พวกพรหมได้กลิ่น เหาะลงมา กินง้วนดิน เลยเสื่อมฤทธิ์เหาะไม่ได้ คงอยู่บนพื้นโลกเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์

๑๓๒. จากเจ็บยิ่งโรคเร้า….รึงสกนธ์
แสบเสียดขุมขนจน……….อกด้าน
ยาทาประทับทน……………ทานเทวษ ได้ฤา
แรงรับเหลือแรงต้าน………พี่แพ้แรงโรย

บาท ๑…ความทุกข์ในการที่จากมานั้นยิ่งกว่าโรคที่สิงอยู่ในกาย
บาท ๒…ความทุกข์ (ความเจ็บ) เที่ยวแทรกอยู่ทุกขุมขน รู้ลึกเจ็บแสบ และอกก็ชาไปด้วยความเจ็บ
บาท ๓…อันความทุกข์นี้จะหายาทารักษาก็มิได้
บาท ๔…ความทุกข์ครั้งนี้เหลือกำลังที่จะรับ ที่จะต้านทานที่หมดสิ้นกำลัง (ด้วยความทุกข์) แล้ว

๑๓๓. ฤดูระด่าวร้อน……….แดนไตร
ลามผ่าวพฤกษ์พรากใบ……หล่นแล้ง
ทรวงพี่ผ่าวเผาไฉน………..นะนาฎ เรียมเอย
ยังยิ่งทินกรแจ้ง……………จวบสิ้นศูนย์กัลป์

เชิงโวหารของโคลงบทนี้ นับว่าดีมาก
บาท ๑…เป็นหน้าร้อน ร้อนแรงไปทั่วสามโลก
บาท ๒…ความร้อนนี้ทำให้ต้นไม้ใบร่วง
บาท ๓…แต่หัวอกของพี่นั้นร้อนเพียงใด น้องรู้หรือไม่
บาท ๔…(หัวอกพี่) ร้อนยิ่งกว่าแสงพระอาทิตย์ เมื่อยามจะสิ้นกัลป์

ศัพท์…
– ระด่าว……..ร้อนรน ร้อนยิ่ง
– แดนไตร…..สามภพ นรก สวรรค์ มนุษย์ บ้างก็แบ่งว่า รูปภพ อรูปภพ กามภพ
– นาฏ……….ผู้ฟ้อนรำ แต่เราหมายถึงหญิง
– ทินกร………พระอาทิตย์
– จวบ………..ประจวบ
– กัลป์………..คือเวลา ๑๒,๐๐๐,๐๐๐ x ๓๖๐ ปี พอครบเวลาเท่านี้ ไฟจะมาล้างโลก เรียกว่า ไฟบัลลัยกัลป์ ก่อนจะเกิดไฟ พระอาทิตย์จะมีแสงแรงกล้า จนสิ่งต่างๆ ลุกเป็นไฟ

๑๓๔. นทีสี่สมุทรม้วย…….หมดสาย
ติมิงคล์มังกรนาคผาย……..ผาดส้อน
หยาดเหมพิรุณหาย………..เหือดโลก แล้งแม่
แรมราคแสนร้อยร้อน……..ฤเถ้า เรียมทน

บาท ๑…(แม้) สมุทรทั้งสี่จะแห้งไป
บาท ๒…จนปลาติมิงคล์ มังกร และนาค ต้องหาที่ซ่อน
บาท ๓…(รวมทั้ง) ฝนไม่ตกเลยแม้แต่เม็ดเดียว จนโลกแห้งแล้ง ก็ดี
บาท ๔…ความร้อน แสนร้อนนั้น ยังไม่เท่าความร้อนที่ต้องทนทรมานด้วยความใคร่ในตัวน้อง

ศัพท์…
– นทีสี่สมุทร….(นที..น้ำ) สมุทรทั้ง ๔ คือ สมุทรที่อยู่กลางระหว่างทวีปอุตตรกุรุ…ทวีปอมรโคยาน…ทวีปชมพู…ทวีปปุพพวิเท่ห์ ตามตำราไตรภูมิว่า โลกมนุษย์มี ๔ ทวีป
– ติมิงคล์….ปลาใหญ่ที่หนุนโลก คู่กับปลาอานนท์ (อนนต์)
– เหม….ทอง
– พิรุณ….ฝน (เอาคำ เหม ประกอบเพื่อให้ไพเราะขึ้น แต่คำ เหม อาจมาจาก..หิม แปลว่าเย็น ก็ได้)
– เถ้า….เท่า (คำตกตำแหน่งโท…เลยต้องใช้โทโทษ)

๑๓๕. ฤดูเดือนเมฆย้อย…..หยาดเผลียง
โซมสาดธรณิศเพียง……….เพียบน้ำ
ชระมัวทั่วทิศเอียง…………อากาศ
อกแผ่นดินฟ้าคล้ำ…………คู่คลุ้มทรวงศัลย์ 

บาท ๑…ถึงฤดู(ฝน) เมฆย้อยลงต่ำ หยาดเม็ดฝนลงมา
บาท ๒…(ฝน) ตกลงมาอย่างหนัก จนแผ่นดินเจิ่งนองไปด้วยน้ำ
บาท ๓…ทั่วทิศก็มืดมัว ท้องฟ้าก็ดูโอนเอนไป (คำว่า เอียงอากาศ คือท้องฟ้าเอียง นั้นพูดตามความนึกคิดของกวี ซึ่งเห็นไปว่า การที่ท้องฟ้าครึ้มมืดมัวนั้นคล้ายฟ้าจะเอียงพังลงมา)
บาท ๔…อาการที่แผ่นดิน แผ่นฟ้ามืดครึ้มไปดังนี้ (ดูราวกับเป็นทุกข์โศก) คู่กับหัวอกพี่ที่เป็นทุกข์

ศัพท์…
– เผลียง….ฝน
– ธรณิศ….ธรณี (แผ่นดิน) + อิศ
– ชระมัว….มืดครึ้ม

๑๓๖. อุทโฆษรามสูรขว้าง….ขวานฉวาง
พรายมณีเมขล์นาง………..ล่อไหล้
อัมพรอุทรคราง……………เรียมคร่ำ ครวญแม่
เสียงสุดเสียงฟ้าไห้………..ครุ่นแค้นครางตาย 

บาท ๑…รามสูรขว้างขวานเสียงดังกึกก้อง
บาท ๒…นางมณีเมขลา ล่อแก้วปลาบๆ ให้รามสูรไล่
บาท ๓…ท้องฟ้าคร่ำครวญ (เสียงฟ้าร้อง) พี่ก็คร่ำครวญถึงน้อง
บาท ๔…เสียงร้องคร่ำครวญ (ของพี่นั้น) ดังกว่าเสียงฟ้า พี่เห็นจะครวญครางจนตาย เพราะความแค้น (ทุกข์) ครุ่นอยู่ในอก

ศัพท์…
– อุทโฆษ……อุโฆษ กึงก้อง
– รามสูร…….พญายักษ์ ถือขวาน ตามตำนานทางพราหมณ์ว่า เวลาฤดูฝน นางฟ้า เทวดามาจับระบำกัน นางเมขลากับรามสูรก็มา รามสูรเห็นแก้วของนางเมขลาเกิดชอบใจ ตรงเข้าแย่ง นางเมขลาก็เอาแก้วฉายแสงเข้าตารามสูร (เกิดฟ้าแลบ) รามสูรโกรธก็เอาขวานขว้าง (ฟ้าผ่า)
– มณีเมขล์…..นางมณีเมขลา
– ไหล้…………ไล่ (ต้องการ โท)
– อัมพร……….ฟ้า
– อุทร…………ท้อง

๑๓๗. ฤดูลมชระล่องเนื้อ…หนาวใด เปรียบเลย
อกพี่เยือกเย็นไกล………..กอดเกี้ยว
พันผืนพัสตราไป…………..ปานกึ่ง กรแม่
อุ่นอัคคีเสื้อเสี้ยว…………..ซีกนิ้วนางผงม

ให้สังเกตว่า โคลงบทที่ ๑๓๓ นั้น นายนรินทร์พูดถึงฤดูร้อน บทที่ ๑๓๕ พูดถึงฤดูฝน บทนี้พูดถึงฤดูหนาว แต่ล้วนคาบเกี่ยวไปถึงเรื่อความรักเมียเสียทั้งสิ้น
บาท ๑…ฤดูลมพัด เย็นเนื้อ หนาวอะไรก็ไม่เท่า
บาท ๒…หัวอกพี่นั้นเยือกเย็น เพราะห่างจากการกอดน้อง
บาท ๓…เอาผ้าห่มก็ไม่อุ่นแม้เพียงครึ่งหนึ่ง ของความอุ่นที่เกิดจากการกอดของน้อง
บาท ๔…อุ่นด้วยเสื้อ หรือ ด้วยไฟนั้นก็ตาม น้องใช้เพียงเสี้ยว หรือ ซีกหนึ่งของนิ้วมาต้องกายพี่ ก็ยังทำให้อุ่นมากกว่า

ศัพท์…
– ชระล่อง……ล่อง ผ่าน
– พันผืน……..อาจเป็นผ้าพันผืน หรือพัน (หุ้มห่อ) ตัวก็ได้ทั้งสองอย่าง
– อัคคี………..ไฟ
– เสี้ยว……….๑ ใน ๔
– ผงม…………รักษาดูแล ประคับประคอง

๑๓๘. ลมพัดคือพิษต้อง…..ตากทรวง
หนาวอกรุมในดวง…………จิตช้ำ
โฉมแม่พิมลพวง……………มาเลศ กูเอย
มือแม่วีเดียวล้ำ…………….ยิ่งล้ำลมพาน

บาท ๑…ลมที่พัดมาต้องอก(กาย)นั้น ดังหนึ่งพิษ
บาท ๒…ความหนาวกลุ้มอยู่ในอก รู้สึกช้ำใจ
บาท ๓…อ้า..น้องผู้ประหนึ่งพวงดอกไม้อันงามของข้า
บาท ๔…น้องพัดให้ครั้งเดียวก็รู้สึกเย็นยิ่งกว่าลมพัด

ศัพท์…
– มาเลศ…….มาลา(ดอกไม้) + อิศ
– วี……………พัด
– พาน……….พบ ต้อง ถูก

๑๓๙. เอียงอกเทออกอ้าง…อวดองค์ อรเอย
เมรุชุบสมุทรดินลง…………เลขแต้ม
อากาศจักจานผจง…………จารึก พอฤา
โฉมแม่หยาดฟ้าแย้ม………อยู่ร้อนฤาเห็น

โคลงบทนี้เชิงกวีโวหารดีมาก
บาท ๑…เอียงอกเท (ความรัก) ออกให้นางแลเห็น
บาท ๒…(ความรักของพี่นั้น) จะใช้เขาสุเมรุจุ่มลงไปในมหาสมุทร แล้วมาเขียนบรรยาย
บาท ๓…(ความต่อจากบท๒) เรื่องความรัก บนแผ่นฟ้า แผ่นฟ้าก็หามีที่พอจะเขียนคำบรรยายรักให้จบได้ไม่
บาท ๔…โฉมอันงามดังหยาดฟ้าของพี่ เดี๋ยวนี้น้องจะเป็นทุกข์ร้อน อย่างไร ก็หาทราบไม่

๑๔๐. ตราบขุนคิริข้น………ขาดสลาย แลแม่
รักบ่หายตราบหาย…………หกฟ้า
สุริยจันทรขจาย……………จากโลก ไปฤา
ไฟแล่นล้างสี่หล้า………….ห่อนล้างอาลัย

บทนี้เชิงโวหารดีมากอีกบทหนึ่งถือเป็นบทเอก…ในนิราศนรินทร์
บาท ๑…ตราบจนขุนเขาพังทลายลง
บาท ๒…ตราบจนฟ้าทั้งหก หายไป แต่รักของพี่ไม่หาย
บาท ๓…พระอาทิตย์ พระจันทร์จะหายไปจากโลก
บาท ๔…ไฟบัลลัยกัลป์เผาโลกทั้งสี่ก็ตาม แต่จะล้างความรักอาลัยของพี่มิได้เลย

ศัพท์…
– ขุนคิริ….ขุนเขา หมายถึงเขาพระสุเมรุ หรือ เขาไกรลาศ
– หกฟ้า…..คือสวรรค์ทั้งหก ๖ ชั้น มีชื่อดังนี้ สวรรค์ในแนวคิดฮินดูมี หกชั้น คือ จตุมหาราชิก, ดาวดึงส์, ยามะ, ดุสิต, นิมมานรดี, ปรนิมมิตตวสวัตดี
– สี่หล้า….ทวีปทั้ง ๔ (ดูในโคลงบทที่ ๑๓๔)
สรุปความว่า….
แม้นว่าภูเขาสูงใหญ่จะเปื่อยยุ่ยขาดหายถล่มลงไปก็ดี…
แม้นว่าสวรรค์ทั้งหกจะแตกดับสูญไปก็ดี…
แม้จนดวงตะวันดวงจันทร์ถูกห้วงหาวสูบหาย
สูญดับจากโลกไปก็ดี…
แม้จนไฟนรกแล่นเข้าล้างโลกทั้งสี่ก็ดี…
หาได้..ล้างความรักที่พี่มีอยู่ต่อเจ้าลงได้เลยแม้แต่น้อย

๑๔๑. ร่ำรักร่ำเรื่องร้าง…….แรมนวล นาฎฤา
เสนาะสนั่นดินครวญ……….ครุ่นฟ้า
สารสั่งพี่กำสรวล…………..แสนเสน่ห์ นุชเอย
ควรแม่ไว้ต่างหน้า………….พี่พู้นภายหลัง

โคลงบทที่ ๑๔๑ ถึง ๑๔๔ เป็นโคลงกล่าวความส่งท้าย
บาท ๑…บรรยายเรื่องความรักความอาลัยที่ต้องจากนาง
บาท ๒…เป็นข้อความอันไพเราะ กล่าวถึงความคร่ำครวญอันดังไปทั่วทั้งฟ้าและดิน
บาท ๓…อันเรื่องนี้เป็นข้อความที่พี่พูดกับน้อง ด้วยความระทมใจ และด้วยความรักน้องอย่างยิ่ง
บาท ๔…ขอให้น้องจงรักษาเรื่องนี้ไว้ต่างหน้าของพี่ในกาลภายหลัง(อนาคต) อันนานโน้นเถิด

๑๔๒. นรินทร์นเรศไท้…….บริบาล
นิพนธ์พจน์พิสดารญาณ…..ยศไว้
กวีวรโวหาร…………………นายหนุ่ม
ควรแก่ปราชญ์ใดได้………อ่านแล้วเยียรยอ 

บาท ๑…นายนรินทร์ ซึ่งเป้นมหาดเล็กของผู้เป็นใหญ่
บาท ๒…ได้แต่งคำอันพิสดารไว้ เพื่อเป็นเกียรติ
บาท ๓…แห่งกวีหนุ่มผู้มีโวหารดี
บาท ๔…พอสมควรที่ปราชญ์ทั้งหลายจะอ่านแล้วยกย่อง

ศัพท์…
– นเรศ………..นร + อิศ = คน
– ไท้……………ผู้เป็นใหญ่
– บริบาล………ปกป้องรักษา คุ้มครอง รับใช้
– ญาณ………..รู้
– พจน์…………ถ้อยคำ
– วร……………ดี วิเศษ

๑๔๓. ใดใดโอษฐ์โอ่อ้าง…ตนดี
เอาปากเป็นกวี……………..ขล่อยคล้อย
หากหาญแต่วาที…………..เฉลยกล่าว ไฉนนา
ดุจหนึ่งแสงหิ่งห้อย………..ส่องก้นตนเอง 

บาท ๑…ผู้ใดก็ตามที่อวดโอ่ว่าเก่งสามารถ
บาท ๒…พูดฟุ้งเฟ้อไปว่าเป็นกวี แต่งกาพย์กลอนได้
บาท ๓…ถ้าแม้กล้าพูดแต่ปากแล้ว (ไม่แต่ง) จะพูดอวดไปทำไม
บาท ๔…ก็เหมือนหิ่งห้อยที่มีแสงวาวๆ สำหรับส่องก้นมันเองเท่านั้น (คือไม่ให้ความสว่างแก่ใคร เปรียบได้กับคนที่โอ้อวดตัวเอง)

๑๔๔. โคลงเรื่องนิราศนี้….นรินทร์อิน
รองบาทบวรวังถวิล………..ว่าไว้
บทใดปราชญ์ปวงฉิน………เชิญเปลี่ยน แปลงพ่อ
ปรุงเปรียบเสาวคนธ์ไล้…….เลือกลิ้มดมดู

โคลงนี้บอกชื่อผู้แต่งชัดขึ้นอีกหน่อยหนึ่ง
บาท ๑…โคลงนิราศเรื่องนี้ นายนรินทร์ (อิน)
บาท ๒…ซึ่งเป็นมหาดเล็ก (รองบาท) กรมพระราชวังบวรคิดแต่งไว้
บาท ๓…ถ้าโคลงบทใด นักปราชญ์ยังติว่ามีเสียตรงไหนก็เชิญแก้ไขเถิด
บาท ๔…(เพื่อให้ดีขึ้น) เหมือนกับการปรุงน้ำหอม ปรุงแล้วต้องลองดมดูฉันใด โคลงเรื่องนี้ก็ขอให้ปราชญ์ทั้งหลายเลือกชม และปรับปรุงแก้ไข (ให้ไพเราะ) ขึ้นเถิด

 

จาก http://www.bloggang.com

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: